วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2565

EUA คืออะไร ต่างจากการขึ้นทะเบียนยาตามปกติอย่างไร

 เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ  

EUA Emergency Use Authorization หรือ การอนุมัติฉุกเฉิน เป็นกระบวนการที่อนุญาตให้ใช้ ยา เครื่องมือทางการแพทย์ วัคซีน ชุดตรวจวินิจฉัย หรือ อุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการขึ้นทะเบียนตามปกติ โดยที่กระบวนการตามปกตินั้นมีองค์ประกอบที่สำคัญสามประการ คือ 

  


  1. ใช้ในคน (ปกติ) ได้ไหม ขนาดที่ใช้ควรเป็นเท่าไร
  2. ใช้ในคนป่วย ได้ผลไหม หรือ มีประสิทธิภาพในการรักษา หรือ ป้องกันโรค (ในกรณีวัคซีน)
  3. คำถามสำคัญ คือ ปลอดภัยไหม มีผลข้างเคียงระยะสั้น และระยะยาวไหม


ที่จริงก่อนหน้าสามขั้นตอนนี้ บริษัทยาต้องทำการวิจัยในสัตว์ก่อนโดยทำเพื่อตอบคำถามทำนองเดียวกัน คือ ๑.ในสัตว์ปกติใช้ได้ไหม ใช้ในขนาดเท่าไร ๒.ในสัตว์ที่ป่วย ยาช่วยไหม หรือรักษาโรคได้จริงๆไหม  และ ๓.ปลอดภัยไหม ในกรณีของวัคซีน โคโรนาไวรัสอื่นๆ (เมอร์,MERS ซารส์, SARS) งานวิจัยจบลงในขั้นตอนสัตว์ทดลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัตว์ตระกูล เพียงพอน (ferret) ซึ่งมีปอดที่คล้ายกับมนุษย์มาก เพราะพบว่า วัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันในเพียงพอนได้ แต่เมื่อให้สัตว์ที่ได้รับวัคซีนแล้วสัมผัสเชื้อไวรัส ภูมิคุ้มกันที่มีกลับทำให้โรครุนแรงขึ้น (ADE, antibody dependent enhancement) ปอดอักเสบรุนแรงจนสัตว์ทดลองเสียชีวิต เลยไม่มีวัคซีนป้องกันโรคซารส์ (SARS) หรือ โรคเมอรส์ (MERS) ให้เราได้ใช้กัน[1], [2], [3], [4]


กลับมาที่การอนุมัติฉุกเฉิน กระบวนการนี้จะทำคล้ายๆการขึ้นทะเบียนตามปกติ ยกเว้น ข้อ 3 เรื่องความปลอดภัย คือ แทนที่จะทำการวิจัยเพื่อยืนยันความปลอดภัยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว กลับดูแค่ว่า ข้อมูล “เท่าที่มี” พอจะเชื้อได้ว่าปลอดภัย ในกรณีของ วัคซีน เจ้าปัญหา ที่ระดมฉีดกันนี้ ข้อมูลที่ว่าเป็นข้อมูลที่เก็บแค่สองเดือนหลังฉีดเท่านั้น ที่สำคัญเป็นข้อมูลใน “คนปกติ” ที่แข็งแรงดี ไม่ใช่คนที่มีโรคประจำตัว หรือ กลุ่มเสี่ยง ที่รัฐมีนโยบายระดมฉีดกัน ทั้งหมดที่ว่านี้ให้เข้าไปดูฐานข้อมูลงานวิจัยของรัฐบาลอเมริกันได้   https://clinicaltrials.gov/ct2/show/study/NCT04368728  (หรือใครจะลองไปขอข้อมูลจาก อ.ย. ไทยมาดูก็น่าสนใจครับ ขอดูว่าข้อมูลที่บริษัทยายื่นเพื่อขอรับการอนุมัติฉุกเฉินเขาว้าอย่างไรบ้าง) นอกจากจะได้ยกเว้นเรื่องการศึกษาความปลอดภัยในระยะยาวที่ปกติจะต้องทำการศึกษากันเป็นเวลาอย่างน้อย ๕ ปีแล้ว ของแถมที่บริษัทได้รับจากการยื่นขออนุมัติฉุกเฉินนี้คือ ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆหากผู้ที่ได้รับวัคซีนเสียชีวิตหรือเกิดผลข้างเคียงใดๆขึ้น รัฐบาลไทยก็ต้องยอมรับเงื่อนไขนี้ ถึงจะสั่งซื้อวัคซีน “ด่วน” จากบริษัทยาได้ สปสช หรือ กองทุน ๓๐ บาทถึงต้องออกมาจ่ายค่าชดเชยแทนบริษัทยาไงครับ ตลกดีไหม ตอนขายเก็บตังค์แต่พอเกิดปัญหา ให้คนซื้อรับผิดชอบเอง เงินภาษีเราทั้งนั้น


ทีนี้ประเด็นสำคัญที่ผมยกเอามาใส่ในกรอบเป็นภาษาอังกฤษให้อ่าน กำหนดว่า การจะใช้วิธีอนุมัติฉุกเฉินได้นั้น ต้องมีเงื่อนไขครบองค์ประกอบ ๔ ประการคือ

  1. ต้องมีการระบาดของโรคที่มีอันตรายร้ายแรง
  2. มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่า ยา หรือ วัคซีนที่ยื่นขออนุมัติ สามารถรักษา ในกรณีของวัคซีน คือ สามารถป้องกันโรคตามข้อ 1 ได้
  3. ประโยชน์ที่อาจจะได้รับ ต้องมากกว่า โทษที่อาจจะเกิด
  4. ไม่มีทางเลือกอื่นๆให้ใช้

ถ้าขาดเงื่อนไขข้อหนึ่งข้อใดใน ๔ ข้อนี้จะใช้การอนุมัติฉุกเฉินไม่ได้ และถ้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งยุติไปก็ต้องยกเลิก การอนุมัติฉุกเฉิน ที่ให้ไว้ก่อนหน้านั้นทันที

เอาละครับที่นี้เรามาพิจารณาดูเป็นรายข้อไปนะครับว่าเงื่อนไขดังกล่าวเคยมี และยังคงมีอยู่ไหม

  1. ต้องมีการะบาดของโรคที่มีอันตรายร้ายแรง เรื่องมีการระบาดนั้นคงไม่ต้องพูดถึงครับ น่าจะมีอยู่ แต่เป็นการระบาดของโรคที่มีอันตรายร้ายแรงไหมนั้นเป็นประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณากัน เมื่อไหร่จะเรียกว่าร้ายแรง ดูจากอะไร ส่วนใหญ่จะดูที่อัตราตายซึ่งอัตราเสียชีวิตจากโรคโควิด-๑๙ ในช่วงแรกต้องถือว่าไม่ใช่ตัวเลขที่สูงมากทั้งนี้ขึ้นกับว่าจะพิจารณาเทียบกับโรคอะไร ตัวเลขอัตราเสียชีวิตของประเทศไทยตั้งแต่เริ่มการระบาดอยู่ที่ 0.7% (ซึ่งต่ำกว่าอัตราเสียชีวิตในโรควัณโรคปอดที่สูงถึง 10%[5]) โดยตัวเลขนี้อาจจะสูงกว่าความเป็นจริงเพราะเป็นการนับรวมทั้งผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโควิดโดยตรง กับ ผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากสาเหตุอื่นแต่ตรวจพบเชื้อโควิดในช่วงที่เสียชีวิต อย่างไรก็ดีหากพิจารณาอัตราเสียชีวิต ณ ปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ 0.16%[6] ต้องไม่นับว่าโควิด-๑๙เป็นโรคร้ายแรงเพราะมีอัตราเสียชีวิตไม่ต่างจากไข้หวัดใหญ่ และหากมีการประกาศว่าโรคนี้จะเป็น “โรคประจำถิ่น” ยิ่งเป็นการยืนยันว่ามิได้เป็นโรคระบาดรุนแรงอีกต่อไป



  2. หลักฐานที่เชื่อได้ว่า วัคซีนที่ยื่นขออนุมัติ สามารถป้องกันโรคโควิด-๑๙ ได้ จากข้อมูลในช่วงแรกวัคซีนอาจจะช่วยในการป้องกันการติดเชื้อได้บ้าง แต่ปัจจุบันเนื่องจากเชื้อไวรัสโควิดมีการกลายพันธุ์เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก จนเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า วัคซีน ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ ไม่สามารถป้องกันการแพร่เชื้อได้ ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ เงื่อนไขในการขออนุมัติฉุกเฉินข้อนี้จึงมิเข้าตามเกณฑ์อีกต่อไป
  3. ประโยชน์ที่อาจจะได้รับ ต้องมากกว่า โทษที่อาจจะเกิด ข้อนี้ชัดเจนว่า ในบางกลุ่มอายุที่มีอัตราการเสียชีวิตต่ำ อย่างในกรณีเด็กอายุที่ต่ำกว่า สิบปี ที่มีอัตราการเสียชีวิตจากโควิดเพียง 5 รายต่อประชากรล้านคน หรือในเด็กอายุ 10-19 ปีที่มีอัตราเสียชีวิตจากโควิดเพียง 12 รายต่อประชากรล้านคน[7] ในขณะที่อัตราการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบในกลุ่มประชากรดังกล่าวอาจสูงถึง 70-100 ราย ต่อการฉีดวัคซีนหนึ่งล้านโดส[8] ทั้งนี้ยังไม่นับรวมผลข้างเคียงอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นได้ อาทิ ผลข้างเคียงต่อสมองและระบบประสาท ต่อระบบภูมิคุ้มกัน ต่อระบบเลือด ต่อระบบไหลเวียนโลหิต ต่อระบบสืบพันธุ์ ความคุ้มค่า ในประชากรบางกลุ่มอายุโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเด็กและวัยรุ่น จึงไม่เข้าตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
  4. ไม่มีทางเลือกอื่นๆให้ใช้ เงื่อนไขในข้อนี้ชัดเจนมากว่าไม่เข้าตามเกณฑ์ เนื่องจาก ในแง่ของการ “ป้องกัน” การติดเชื้อ การแพร่ระบาดของเชื้อ การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่มีแนวทางอื่นๆหลากหลายแนวทางให้เลือกใช้ อาทิการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติชนิดภูมิคุ้มกันที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด (innate immune response) ซึ่งสามารถป้องกันการติดเชื้อได้เช่นกัน โดยมีวิธีกระตุ้นภูมิคุ้มกันชนิดนี้ได้หลายวิธี อาทิ การเสริมวิตามินดี[9] การเสริมวิตามินซี การใช้สมุนไพรบางชนิด เช่นสาร คิวเซอร์ติน[10] ซึ่งเป็นสารที่พบมากในหอมแดง เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่า ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่เกิดภายหลังจากการติดเชื้อยังมีประสิทธิภาพที่ไม่ต่างจากภูมิคุ้มกันที่ได้จากวัคซีนย่อชี้ให้เห็นว่า แนวทางการป้องกันขั้นทุติยภูมิ ด้วยการค้นหาผู้ป่วยแต่เนิ่น ๆให้การรักษาที่มีประสิทธิทันทีย่อมสามารถใช้ในการลดอัตราการเสียชีวิตและสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน วัคซีนที่ผ่านการอนุมัติฉุกเฉินจึงมิได้เป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่


ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงพอจะเข้าใจว่า การอนุมัติฉุกเฉินนั้นจะนำมาใช้ได้ เงื่อนไขทั้งสี่ข้อตามรายละเอียดด้านบนต้องครบ ที่สำคัญการอนุมัติฉุกเฉินนี้ ยังเอื้อประโยชน์ในกับบริษัทยา อย่างมากด้วยการยอมให้บริษัทยาไม่จำเป็นต้องทำวิจัยเพื่อศึกษาความปลอดภัยของวัคซีนให้เสร็จก่อน จากข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ระบุว่างานวิจัยเพื่อทดสอบความปลอดภัยของวัคซีนที่ผ่านการอนุมัติฉุกเฉินนี้จะทำเสร็จในปี 2024-2025[11],[12] และยังคุ้มครองบริษัทยามิให้ต้องรับผิดชอบใดๆ ในกรณีที่วัคซีนทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงขึ้น โดยปัจจุบันมีข้อมูลทั้งภายในประเทศ[13] และต่างประเทศ[14]ที่พบว่า วัคซีนโควิดทำให้เกิดผลข้างเคียงต่างๆมากมาย ทำให้จำเป็นต้องมีการทบทวนการอนุมัติฉุกเฉินของวัคซีนโควิดที่ผ่านการอนุมัติโดยขอให้ คณะกรรมการอาหารและยา ดำเนินการดังต่อไปนี้

  1. เปิดเผยข้อมูล และเอกสารที่ใช้ในการพิจารณาอนุมัติฉุกเฉินของวัคซีนป้องกันโรคโควิดทุกชนิด
  2. ทบทวนเงื่อนไขในการอนุมัติฉุกเฉินว่า เงื่อนไขดังกล่าวยังเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่
  3. ระงับใช้การอนุมัติฉุกเฉินสำหรับวัคซีนโควิดที่ได้อนุมัติไว้แล้วเป็นการชั่วคราว เพื่อรอการพิจารณาข้อมูลหลักฐานใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลัง
  4. เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและนักวิชาการอิสระได้เข้าไปนำเสนอข้อมูลและร่วมรับรู้กระบวนการพิจารณาทบทวนการอนุมัติฉุกเฉินที่จะเกิดขึ้น

 

กระบวนการดังกล่าวตามรายละเอียดด้านบนนี้เป็นการเสนอ คณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งมีภารกิจหลักในการให้การรับรองคุณภาพและความปลอดภัยของวัคซีนเพื่อใช้กับประชาชนชาวไทยทุกคน ให้รีบดำเนินการตามเสนอโดยเร็ว ทั้งนี้การไม่รีบดำเนินการดังกล่าว หากเกิดผลเสีย ผลข้างเคียงที่รุนแรงกับผู้ที่ได้รับวัคซีนหลังจากนี้ อาจถือได้ว่าผู้ที่มีหน้ารับผิดชอบการดำเนินงานของคณะกรรมการอาหารและยา ประพฤติผิดหน้าที่โดยมิชอบ มีความประมาทเลินเล่อร้ายแรง จนก่อให้เกิดความเสียหายกับผู้อื่น ซึ่งเป็นผลให้ผู้ที่รับผิดชอบดังกล่าวต้องรับผิดทางละเมิดได้




เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ

~~~~~~~☆●☆~~~~~~


📝 นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง







วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565

โควิด คือ อะไร ใครอยากรู้บ้าง?

เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ  

โควิด หรือ ชื่อเต็มๆว่า โควิด 19 (Covid 19) คือชื่อ ของโรคหวัดที่มีต้นกำเนิดมาจากเมืองอู่ฮั่นในประเทศจีน คำว่า โควิด (Covid) ย่อมาจากคำว่า Coronavirus disease 2019 หรือแปลเป็นไทยว่า โรคที่เกิดจากไวรัสโคโรนา ในปี 2019 ตามชื่อครับโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนา ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของโรคโควิดคือ สายพันธุ์ Severe Acute Respiratory Syndrome-related CoronaVirus 2 (SARS CoV 2) หรือชื่อไทยๆว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์กลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง 2  ซึ่งเป็นชื่อที่ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่นักเพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อไวรัสนี้ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยชื่อที่เหมาะสมกับไวรัสตัวนี้จึงควรเป็น ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์กลุ่มไม่มีอาการหรืออาการทางเดินหายใจเฉียบพลันเบาๆ !!   อย่างไรก็ดีการที่ไวรัสตัวนี้ได้ชื่อว่า SARS CoV2 บ่งบอกว่าไวรัสตัวนี้มีความใกล้ชิดกับไวรัส Severe Acute Respiratory Syndrome-related CoronaVirus หรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า ไวรัส ซาร์ส (SARS) ที่แพร่ระบาดในประเทศจีนเมื่อปี 2546 ความใกล้ชิดที่ว่านี้ ต้องขยายความว่า เป็นความใกล้ชิดทางพันธุกรรม คือ มีลักษณะทางพันธุกรรมที่ใกล้เคียงกับไวรัสซาร์สมากที่สุดในกลุ่มโคโรนาไวรัสด้วยกัน

ก่อนจะเล่าต่อว่าไวรัสสองสายพันธุ์นี้มีความเหมือน หรือไม่เหมือนกันอย่างไร ต้องขอย้อนไปเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังเกี่ยวกับเรื่อง “ไวรัส” สักหน่อยก่อน

ไวรัสเป็น ไม่ใช่เซลล์ มันเป็นวัตถุกึ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์มาก ที่เรียกว่า กึ่ง เพราะเวลาอยู่ด้วยตัวของมันเอง มันไม่มีชีวิต เราเรียกมันว่า อนุภาคไวรัส (viral particle) และสาเหตุที่บอกว่ามันไม่มีชีวิต เพราะว่ามันไม่มีการสร้างพลังงาน ต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆทุกชนิดที่จะมีการสร้างพลังงานเพื่อใช้ภายในเซลล์ เนื่องด้วยมันไม่มีอุปกรณ์ที่ใช้ในการสร้างพลังงานเหมือนเซลล์สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อุปกรณ์ที่ว่านั้นคือ ไมโตคอนเดรีย (mitochondria) (ความจริงแล้วไวรัสอาจจะมีวิธีสร้างพลังงานของมันด้วยวิธีอื่น ๆที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้จัก แต่เพราะนักวิทยาศาสตร์รู้ว่าเซลล์สิ่งมีชีวิตใช้ไมโตคอนเดรียผลิตพลังงาน ในเมื่อไวรัสไม่มีไมโตคอนเดรีย ไวรัสจึง ไม่ “น่าจะ” สร้างพลังงานได้) แต่เมื่อไหร่ที่ไวรัสเข้าสู่เซลล์ของสิ่งมีชีวิตใดๆก็ตาม ไวรัสก็จะเริ่ม “มีชีวิต” ขึ้นมาทันที ความมีชีวิตที่ว่าของไวรัสนี้ คือการที่มันจะใช้อุปกรณ์ของเซลล์ที่มันเข้าไปสิงสู่ สร้างลูกๆของไวรัสของมันขึ้นมา ไวรัสที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่นี้พอมากจนได้ที่ มันก็จะออกมาจากเซลล์ แล้วกระจายตัวไปติดเซลล์อื่นๆต่อไป

หยุดแป๊บนึงครับ ก่อนที่ผมจะเล่าต่อ ขอพูดถึงขนาดของไวรัสสักหน่อยก่อน เพื่อท่านผู้อ่านจะได้เห็นภาพชัดขึ้น ไวรัสนั้นเป็นสิ่งกึ่งชีวิต มหัศจรรย์ที่มีขนาดกระจิ๋วหลิว แค่ประมาณ 20-400 นาโนเมตร(ไวรัสโควิดมีขนาดประมาณ 120 นาโนเมตร)  เมื่อเทียบกับขนาดเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆที่มีขนาดประมาณ 10-20 ไมโครเมตร (10,000-20,000 นาโนเมตร)  หรือเทียบง่ายๆว่า ไวรัสมีขนาดเล็กกว่า เซลล์ทั่ว ๆไปประมาณ ร้อยเท่า ซึ่งทำให้ไวรัสสามารถเข้าไป สิงสู่ อยู่ในเซลล์ที่มันติดได้


และเพราะความที่ไวรัสมีขนาดเล็กเช่นนี้ มันจึงมีองค์ประกอบสำคัญที่น้อยชิ้นมาก ไม่มีสารพัดชิ้นส่วนที่เซลล์มี มีเพียงแค่  

  ๑. เปลือก
  ๒. เอนไซม์
  ๓. สารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ หรือ อาร์เอ็นเอ)

จำไว้ดี ๆนะครับ ว่าส่วนประกอบของไวรัสมีอะไรบ้าง เพราะถ้าเราจะจัดการมัน เราก็ต้องเล่นงานที่ส่วนต่าง ๆของมันนี่หละครับ

เอาครับพักเรื่องไวรัสทั่วไปไว้ก่อน มาเล่าเรื่อง ผู้ร้าย ของเราต่อเจ้า ซาร์ส คอฟ ทู ต่อ ไวรัสตัวนี้เป็น RNA virus ไวรัสที่มีสารพันธุกรรมเป็นอาร์เอ็นเอ ซึ่งจะว่าไปมีวิวัฒนาการที่ต่ำกว่า ดีเอ็นเอไวรัส แต่ก็ถือว่าเป็น RNA Virus ที่มีขนาดใหญ่อยู่ไม่น้อย คือมีขนาดประมาณ 120 นาโนเมตร มีรหัสพันธุกรรมทั้งหมดประมาณ 30,000 คู่เบส (ตัวอักษรที่เป็นภาษาพันธุกรรม ซึ่งคือ A U C G สำหรับ RNA) ฟังดูเยอะนะครับ แต่ถ้าเทียบกับพันธุกรรมมนุษย์ที่มีรหัสพันธุกรรมมากถึง สามพันล้านคู่เบส แล้วจะเข้าใจว่า พันธุกรรมของไวรัสโควิด สั้นนิดเดียว แต่สั้นๆอย่างนี้ก็มียีนนะครับ ไวรัสตัวนี้จัดอยู่ในวงศ์ โคโรนาวิริเด (family: Coronaviridea) อยู่ในวงศ์ย่อย ออร์โธโคโรนาวิริเน (subfamily: Orthocoronavirinea) สกุล เบตาโคโรนาโคโรนาไวรัส ( genus: Betacoronaviruses) สกุลย่อย ซาร์เบโคไวรัส (subgenus: Sarbecovirus) ซึ่งในสกุลย่อยนี้มีไวรัสแค่สองชนิด คือ SARS CoV (ไวรัสซาร์ส) กับ SARS CoV 2 (ไวรัสโควิด) แต่ในสกุลเบตาโคโรนาโคโรนาไวรัส นี้ยังมีไวรัสเมอรส์ และไวรัส HCoV-OC43 กับ HCoV-HKU1 สองตัวหลังนี้คือ ไวรัส ที่ทำให้เกิดไข้หวัดธรรมดาแบบที่เราเป็นกันมาก่อน สรุปสั้นๆว่า ไวรัสซาร์สและไวรัสโควิด เป็นญาติใกล้ชิดกันมากที่สุด มีรหัสพันธุกรรมเหมือนกันประมาณ 79%  แต่ในความเหมือนนี้ก็มีความแตกต่าง และความแตกต่างที่สำคัญคือ ความรุนแรงของโรคโดยอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคซาร์สมีสูงถึงร้อยละ 10 ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโควิดอยู่ที่ประมาณร้อยละ 0.25 ที่สำคัญกว่านั้นคือ ผู้ป่วยโควิดจำนวนมากกว่าร้อยละ 90 ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยมาก ผู้ป่วยที่มีอาการน้อยเหล่านี้เองที่ทำให้โรคโควิดมีการแพร่กระจายได้มากกว่าโรคซาร์สเป็นอย่างมากและการแพร่กระจายที่รวดเร็วนี้เองที่สร้างปัญหาให้มีผู้ป่วยเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก

เอาละครับแล้วเราจะจัดการกับมันอย่างไรดี คำตอบอยู่ที่องค์ประกอบของไวรัสทั้ง 3 ที่ผมกล่าวไว้เบื้องต้นครับ เปลือก เอนไซม์ และสารพันธุกรรม

เปลือก คือส่วนที่เราเอามาทำวัคซีนครับ เนื่องจากเวลาที่ไวรัสเข้าสู่ร่างกายมันจะมีเปลือกห่อหุ้มส่วนต่างๆของมันอยู่ ถ้าร่างกาย “จำ” เปลือกได้ ร่างกายก็จะมีกลไกในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามานี้เองโดยอัตโนมัติ กลไกที่ว่านี้คือระบบภูมิคุ้มกัน เทียบง่ายๆ คือ ถ้าภูมิคุ้มกัน คือ ด่านตรวจคนเข้าเมือง เราก็เอารูปไวรัส หรือผู้ร้ายไปติดไว้ ถ้าใครที่จะผ่านด่านมีหน้าตาแบบนี้ เราก็ไม่ให้มันเข้าด่าน วิธีนี้ใช้ได้ผลในการทำวัคซีนสำหรับเชื้อโรคหลายชนิด แต่ในไวรัสที่มีการกลายพันธุ์สูงๆ วิธีนี้อาจไม่ประสบผลสำเร็จมากนักเพราะต่อให้เราเอารูปไปแปะไว้ที่ด่านแล้ว แต่ไวรัสดันไปทำศัลยกรรมมาใหม่หน้าตาไม่เหมือนเดิม ภูมิต้านทานของเราก็ปล่อยให้มันเข้ามาได้ ตัวอย่างที่เห็นชัดๆคือ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่มีหลายสายพันธุ์มาก หรือ วัคซีนของไวรัสซาร์สที่มีการระบาดมาตั้งแต่ปี 2003 แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีวัคซีนออกมาใช้ได้

เอนไซม์ คือ เป้าหลักของยาต้านไวรัส ยาต้านไวรัสส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์เหล่านี้ เอนไซม์นี้ จะมีส่วนสำคัญในการสร้างอนุภาคไวรัสขึ้นใหม่ภายในเซลล์ พอยาไปหยุดการทำงาน ก็เหมือนว่าเราไปปิดโรงงานผลิตไวรัสในเซลล์ลง ทำให้ไวรัสไม่สามารถเพิ่มปริมาณได้ ร่างกายเลยมีเวลาในการกำจัดไวรัสได้ง่ายขึ้น วิธีนี้จะทำให้จำนวนไวรัสในกระแสเลือดลดลงอย่างมากจนตรวจไม่พบเลยได้ แต่ใช่ว่าจะไม่มีจุดอ่อนซะทีเดียว เนื่องจากเป็นการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้ในการถอดรหัสสารพันธุกรรม จึงทำให้ยากลุ่มนี้อาจจะไปรบกวนการถอดรหัสพันธุกรรมของเซลล์ปกติก่อให้เกิดอาการข้างเคียงได้ นอกจากนี้หากร่างกายไม่สามารถกำจัดไวรัสที่ซ่อนอยู่ในเซลล์ได้จนหมด เมื่อหยุดยาโรงงานผลิตไวรัสก็จะกลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง และทำให้ตรวจพบไวรัสได้ใหม่ เหมือนในรายงานที่พบว่าผู้ป่วยบางรายที่หายจากโรคโควิดแล้ว มีการตรวจพบเชื้อใหม่อีก จุดอ่อนข้อสุดท้ายคือ ไวรัสสามารถมีพัฒนาการจนเกิดการดื้อยา เหมือนในไวรัส  เอชไอวี (ที่เป็นอาร์เอ็นเอไวรัส เหมือนโคโรนาไวรัส) สรุปการใช้ยาต้านไวรัส จึงเป็นการรักษาที่ได้ผลแต่มีข้อพึงระวังดังกล่าว

เป้าสุดท้ายที่เหลืออยู่ คือ สารพันธุกรรม ในกรณีของโควิด คือ สารอาร์เอ็นเอ สารพันธุกรรมนี้ จะว่าไปแล้ว คือ หัวใจ ของไวรัส เป็นส่วนที่กำหนดลักษณะต่าง ๆของไวรัส ถ้าเป้าหมายนี้ถูกทำลาย ไวรัสจะไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ ไม่สามารถสร้างเปลือก หรือเอนไซม์ของมันขึ้นมาได้ เป้าหมายสุดท้ายนี้เองจึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกค้นหาวิธี ที่จะปิดสวิตช์ ทำให้ยีนของไวรัส ไม่สามารถทำงานได้ เพราะถ้าทำได้ ร่างกายจะกำจัดไวรัสได้ง่ายขึ้น แถมเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีต่อไวรัสได้ดีกว่าการกระตุ้นด้วยเปลือก จึงเป็นวิธีสร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้นไปในตัวด้วย

เราก็คงต้องติดตามดูกันต่อไปนะครับว่า เมื่อไหร่ที่จะมีผู้ที่หาวิธี เล่นงาน “กล่องดวงใจ” ของเจ้าวายร้ายไวรัสโควิดได้ ถึงวันนั้น เราก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนเดิมอีกครั้ง ใครที่มีความรู้ช่วยคิดก็ขอให้คิดกันต่อนะครับ ส่วนใครที่ช่วยคิดไม่ได้ก็ช่วยกันส่งกำลังใจ ช่วยกันภาวนาให้มีผู้คิดค้นวิธีเล่นงานไวรัสตัวนี้ได้ไวๆ เราจะได้เปิดประเทศอย่างสบายใจกันสักทีครับ


เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ

~~~~~~~☆●☆~~~~~~


📝 นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง


วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565

ADE คือ อะไร? ทำไมเราควรรู้จัก

เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ 




ADE หรือ Antibody Dependence Enhancement แปลว่า “อาการที่รุนแรงขึ้นจากแอนตี้บอดี้” ใช่ครับ อาการป่วยที่รุนแรงขึ้น จากการที่มีแอนตี้บอดี้ antibody!!


เรามักจะได้ยิน หมอๆ พูดถึงข้อดีของการมี แอนตี้บอดี้ การมีระดับแอนตี้บอดี้ (หรือภูมิคุ้มกัน) แต่สิ่งที่หมอๆ พูดไม่หมด มีสองประการหลักๆครับ

ประการแรก ภูมิคุ้มกันมนุษย์ ไม่ได้มีแค่ แอนตี้บอดี้ หรือ แอนตี้บอดี้ ไม่ได้เป็นเพียงภูมิคุ้มกันชนิดเดียวที่เรามี

ประการสอง แอนตี้บอดี้ มีทั้งแบบที่ดี และ ไม่ดี ใช่ครับแอนตี้บอดี้ แบบไม่ดี ก็มี อย่างที่พบในโรคแพ้ภูมิตนเองไงครับ

ว่ากันที่ข้อแรกก่อน ภูมิคุ้มกันของเรามีสองระบบ คือ ระบบแรก แบบหลักหรือ แบบพื้นฐาน แบบนี้เรามีติดตัวกันมาตั้งแต่เกิด และภูมิแบบนี้เองที่ ทำให้คนส่วนใหญ่ที่ติดโควิด ไม่มีอาการหรือ มีอาการน้อยมากแล้วก็หาย ภูมิแบบนี้เราพัฒนาให้แข็งแรงได้โดยไม่ต้องใช้วัคซีน แค่ทำตามหลัก ๕ อ ก็พอล่ะครับ อ.อะไรบ้างหาอ่านกันเองไม่ยากครับ ส่วนภูมิแบบมาทีหลัง หรือ ระบบเสริมนั้นเกิดภายหลังการติดเชื้อ หรือได้รับวัคซีน อย่างไรก็ดี ภูมิแบบหลังนี้ที่เกิดตามธรรมชาติ “ดีกว่า” ภูมิจากวัคซีน ที่สำคัญภูมิเสริมนี้ ไม่ได้มีแค่ แอนตี้บอดี้ ที่ชอบเอามาโม้ “ขายยา” กัน มันมีภูมิชนิดที่เรียกว่า ที เซลล์ อิมมูนิตี้ (T cell immunity) ด้วย

ทีนี้มาต่อที่ข้อสอง แม้ในเรื่องของ แอนตี้บอดี้นั้น มันก็ไม่ได้มีแค่ แอนตี้บอดี้ชนิดดี หรือ ที่เรียกกันว่า neutralizing antibody คือ แอนตี้บอดี้ที่ป้องกันการเข้าเซลล์ของเชื้อได้ แต่มันมีแอนตี้บอดี้ชนิด “ไม่ดี” ที่เขาเรียกว่า non neutralizing antibody ด้วย เจ้าตัวหลังนี้นอกจากจะไม่ช่วยกันการติดเชื้อแล้ว มันยังช่วยให้เชื้อเข้าเซลล์ได้เร็วขึ้น ทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น อย่างที่เรียกว่า ADE antibody dependent enhancement ด้วย  ปัญหาคือ การฉีดวัคซีน แล้วได้ระดับแอนตึ้บอดี้สูงๆ นั้น ไม่มีใครรับประกันได้ว่ามีแต่แอนตี้บอดี้ “ดี” ที่สูง เพราะถ้าวัคซีนไปกระตุ้น แอนตี้บอดี้ชนิดไม่ดี ให้สูงขึ้นแล้ว นอกจากจะไม่ช่วยกันการติดเชื้อแล้ว แอนตี้บอดี้แบบนี้ยังทำให้ อาการป่วยโควิด รุนแรงมากขึ้นด้วย

เอา ใครคิดว่า จะลองเสี่ยงดวง กับวัคซีน ว่าจะออกหัวหรือก้อย ก็เชิญตามสบายครับ แต่น่าจะเป็นหน้าที่ ความรับผิดชอบของหมอๆ คนฉีดวัคซีนที่ต้องบอก คนทั่วไปไหมว่า การใช้วัคซีนนั้น มีผลดีและผลเสียอย่างไรบ้าง?



3. CONCLUSION

Given the strong evidence that ADE is a non‐theoretical and compelling risk for COVID‐19 vaccines and the “laundry list” nature of informed consents, disclosure of the specific risk of worsened COVID‐19 disease from vaccination calls for a specific, separate, informed consent form and demonstration of patient comprehension in order to meet medical ethics standards. The informed consent process for ongoing COVID‐19 vaccine trials does not appear to meet this standard. While the COVID‐19 global health emergency justifies accelerated vaccine trials of candidates with known liabilities, such an acceleration is not inconsistent with additional attention paid to heightened informed consent procedures specific to COVID‐19 vaccine risks.


https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC7645850/



เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ

~~~~~~~☆●☆~~~~~~


📝 นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง


การป้องกันขั้นทุติยภูมิกับการแก้ปัญหาโควิด

 เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ



ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19  เป็นปัญหาที่สร้างผลกระทบในวงกว้างต่อประเทศต่างๆทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย  ในขณะที่มีความพยายามในการแก้ปัญหาโดยใช้มาตรการในการป้องกันโรคมาตรการเหล่านั้นล้วนเป็นมาตรการป้องกันขั้นปฐมภูมิ (primary prevention) ทั้งสิ้น มาตรการเหล่านี้ต่อให้มีประสิทธิภาพในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค แต่ก็ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมากสร้างปัญหาทางสังคมอื่นๆต่อไป บทความนี้จึงต้องการชี้ให้เห็นการนำมาตรการการป้องกันขั้นทุติยภูมิมาใช้ในการแก้ปัญหา  โดยจะอธิบายถึงความหมาย วิธีการ เงื่อนไขความสำเร็จและประโยชน์ที่ได้รับจากการนำมาตรการป้องกันระดับทุติยภูมิมาใช้ เพื่อให้ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการแก้ปัญหานี้ของประเทศที่ได้อ่านบทความนี้ จะได้นำแนวทางนี้มาดำเนินการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิดต่อไป


การป้องกันโรคสามขั้น

ในกระบวนการป้องกันโรคใดๆก็ตามนั้นจะเป็นมาตรการป้องกันที่ครบถ้วนสมบูรณ์จำเป็นต้องประกอบไปด้วยมาตรการป้องกันครบทั้ง 3 ขั้น กล่าวคือ

1.      ขั้นปฐมภูมิ (primary prevention) มาตรการขั้นนี้มีเป้าหมายสำคัญในการลดอุบัติการณ์ของโรคหรือ ลดการติดเชื้อ ลดการแพร่ระบาดของเชื้อ

2.      ขั้นทุติยภูมิ (secondary prevention) มาตรการขั้นนี้มีเป้าหมายสำคัญในการลดอัตราการตาย (mortality) และอัตราการป่วยหนัก (morbidity)

3.      ขั้นตติยภูมิ (tertiary prevention) มาตรการขั้นนี้มีเป้าหมายสำคัญในการลดความพิการจากโรค (disability) โดยให้การฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยให้กลับคืนสู่สภาพปกติให้มากที่สุด

มาตรการทั้งสามขั้นนี้จำเป็นต้องดำเนินการร่วมกัน ทำไปพร้อมๆกันจะเน้นดำเนินการมาตรการขั้นหนึ่งขั้นใดเพียงขั้นเดียวมิได้


ปัญหาที่ส่งอาจผลต่อมาตรการป้องกันขั้นปฐมภูมิ

          มาตรการขั้นปฐมภูมิ หมายถึงมาตรการป้องกันในสองด้านหลักคือ

มาตรการด้านสังคม หมายถึง มาตรการการเว้นระยะ  การสนับสนุนการทำงานจากบ้าน การกักบริเวณ การปิดสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด ตลอดจนมาตรการบังคับใส่หน้ากาก มาตรการเหล่านี้ใช้ในการป้องกันการแพร่ระบาดได้ แต่ก่อให้เกิดผลกระทบในแง่เศรษฐกิจเป็นปริมาณมาก

มาตรการด้านสาธารณสุข หมายถึงมาตรการเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 แนวทางคือ 

  • มาตรการเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันเสริม (adaptive immune response) ซึ่งหมายถึงการฉีดวัคซีนชนิดต่างๆ
  • มาตรการเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันหลัก (innate immune response) ซึ่งก็คือมาตรการส่งเสริมสุขภาพ อันได้แก่ การออกกำลังกาย การทานอาหารที่มีประโยชน์ถูกสุขลักษณะ การหายใจเอาอากาศบริสุทธิ์ การขับถ่ายอุจจาระเป็นประจำทุกวัน และการรักษาสภาวะอารมณ์ให้สดใสมีความสงบสุข 


อย่างไรก็ดีจะเห็นว่าในปัจจุบันนี้มาตรการที่ถูกนำมาใช้หลักๆคือมาตรการด้านสังคม ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจซึ่งมีผลกดดันไม่ให้สามารถดำเนินการมาตรการเหล่านี้ต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน ทั้งยังสร้างความตื่นตระหนก ความวิตกกังวลให้กับสังคม อันมีผลทำให้ภูมิคุ้มกันของประชาชนลดลง

ในด้านสาธารณสุข มาตรการที่เน้นหลักคือ การฉีดวัคซีน ซึ่งมีปัญหาที่อาจจะกระทบต่อการบรรลุผลตามเป้าหมายได้หลายประการดังนี้

  1. ไม่สามารถมีปริมาณวัคซีนจำนวนที่พอเพียงกับการใช้ และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งพาวัคซีนจากภายนอกประเทศได้เนื่องจากวัคซีนเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงประเทศผู้ผลิตวัคซีนย่อมเก็บวัคซีนเพื่อใช้ในประเทศเขาก่อน จึงอาจมีการสั่งระงับการส่งออกหากสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศผู้ผลิตทวีความรุนแรงขึ้น ดังที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศอินเดีย กำลังการผลตวัคซีนของประเทศไทยเองก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ที่มีมากถึง หนึ่งร้อยล้านโดส
  2. การฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมายจำเป็นต้องฉีดให้ได้วันละ สามแสนรายเป็นเวลาติดต่อกัน 300 วัน ซึงเป็นปริมาณที่มาก และอาจไม่สามารถทำได้ตามเป้าภายในเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ตัวเลขดังกล่าวยังคำนวณจากข้อมูลประชากรในระบบ มิได้คำนึงถึงกลุ่มประชากรแฝง ประชากรนอกระบบและแรงงานต่างด้าวที่มีเป็นจำนวนมากในประเทศ
  3. การกลายพันธุ์ของเชื้ออาจมีผลทำให้วัคซีนที่ใช้ไม่สามารถป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสบางสายพันธุ์ได้ และไวรัสสายพันธุ์เหล่านี้ได้แพร่ระบาดเข้ามาในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของไทยแล้ว
  4. ผลข้างเคียงจากวัคซีนที่เกิดขึ้น อาจเป็นผลให้ประชากรส่วนหนึ่งไม่ยินยอมที่จะฉีดวัคซีน ผลข้างเคียงเหล่านี้จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีการฉีดวัคซีนจำนวนมากขึ้น


ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น การพึ่งมาตรการหลักในการป้องกันขั้นปฐมภูมิเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิดจำเป็นต้องใช้มาตรการป้องกันขั้นทุติยภูมิเข้ามาประกอบด้วยดังจะได้อธิบายต่อไป


มาตรการป้องกันขั้นทุติยภูมิ

          ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่ามาตรการขั้นทุติยภูมินี้เป็นมาตรการที่เน้นการลดอัตราการตาย (mortality) และอัตราการป่วยหนัก (morbidity) โดยหัวใจหลักของมาตรการนี้คือ การค้นหาผู้ป่วยแต่เนิ่น ๆ และให้การรักษาแบบทันท่วงที การให้การรักษาในระยะแรกของการป่วยนี้จะทำให้ผลการรักษาดี ลดอัตราการเกิดปอดอักเสบ และลดอัตราการตายลง โดยการจะดำเนินการตามมาตรการขั้นนี้ได้ ต้องมีเงื่อนไขที่สำคัญ ประการหนึ่งคือ ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย โดยเฉพาะยาที่ใช้ในการรักษาระยะแรกๆของโรค โดยยาเหล่านั้นต้องมีคุณสมบัติสำคัญคือ

  1. ปลอดภัย
  2. มีประสิทธิภาพ
  3. สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ

        ทั้งนี้ขั้นตอนสำคัญในการได้มาซึ่งยาดังกล่าวจำเป็นต้องมีการทำวิจัยทางคลินิกอย่างเป็นระบบ มีการเก็บข้อมูลบุคคล อาการเจ็บป่วย ประวัติโรคประจำตัว การตรวจร่างกาย ค่าสัญญาณชีพ ค่าระดับออกซิเจนในเลือด ผลการตรวจเอกซ์เรย์ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งการตรวจหาเชื้อ การตรวจหาภูมิคุ้มกัน การตรวจหาสารอักเสบ (cytokines) การตรวจเพื่อดูภาวะการแข็งตัวของเลือด การบันทึกผลข้างเคียงของการรักษา หรือการตรวจอื่นๆที่ใช้พยากรณ์ความรุนแรงของโรคได้ กระบวนการดังกล่าวจะสร้างข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทั่วไปว่า ยาที่แนะนำให้ใช้ในมาตรการป้องกันขั้นทุติยภูมิเป็นยาที่ปลอดภัยมีประสิทธิภาพจริง


ประโยชน์ที่จะได้รับจากมาตรการป้องกันขั้นทุติยภูมิ

  1. สามารถลดอัตราการป่วยรุนแรง และอัตราการตายจากการป่วยด้วยโรคโควิด 19 ลงซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการล่มสลายของระบบสาธารณสุข
  2. ลดความวิตกกังวลของสังคม ช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจมากขึ้น
  3. ผู้ป่วยที่หายจากโรคสามารถบริจาคพลาสมาเพื่อใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยโควิดที่มีอาการรุนแรง
  4. ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้บรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น


เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ

~~~~~~~☆●☆~~~~~~


📝 นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง


ระบบภูมิคุ้มกันมนุษย์

 เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ

การระบาดของเชื้อไวรัสซาร์คอฟทู (เชื้อโควิด ที่จริงโควิดเป็นชื่อโรค ไม่ใช่ชื่อของไวรัส) ทำให้มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องภูมิคุ้มกันมากขึ้น


โดยเฉพาะภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็น ภูมิคุ้มกัน “เสริม” ที่เกิดขึ้นภายหลังได้รับเชื้อ (หรือได้รับวัคซีน) (adaptive immune response) แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจว่า มนุษย์มีภูมิคุ้มกันอีกระบบ ที่เป็นภูมิคุ้มกัน “หลัก” หรือ innate immune response ผมจึงจะมาเล่าว่าภูมิคุ้มกันสองระบบนี้ทำงานอย่างไร และเราจะเพิ่มภูมิคุ้มกันสองระบบนี้ได้อย่างไร

1. ภูมิคุ้มกันหลัก หรือ innate immune response 

ภูมิคุ้มกันหลักนี้จะทำงานทันที ที่มีเชื้อโรคหรือส่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าเชื้อนั้นเราจะเคยรู้จักมันมาก่อนหรือไม่ก็ตาม สาเหตุที่ภูมิคุ้มกันระบบนี้ทำงานได้โดยไม่ต้องเคยรู้จักเชื้อโรค (แปลว่าต่อให้เป็นเชื้อโรคชนิดใหม่ระบบนี้ก็จัดการได้) เพราะระบบภูมิคุ้มกันนี้ ทำงานแบบทหาร หลายคนคงสงสัยว่า ทำแบบทหารคือทำอย่างไร? ง่ายๆครับ ในช่วงเวลาสงครามทหารเขาจะมีระบบ (รหัส)ที่ไว้แยกว่าเป็นพวกเราหรือไม่ใช่ เมื่อไหร่ที่มีคนโผล่มา ถ้าบอกรหัสได้ ก็จะรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน แต่ถ้าบอกรหัสไม่ได้ แปลว่าเป็นศัตรู และถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่มัวมาถามว่าชื่ออะไร งัดอาวุธมาซัดกันเลย ระบบภูมิต้านทานแบบนี้ก็เช่นกันครับ เมื่อมี “เชื้อโรค” เข้าสู่ร่างกาย ระบบนี้จะไม่สนใจว่าเป็นเชื้ออะไร แค่ดูว่าใช่เซลล์ของเราหรือไม่ ถ้าไม่ใช่แปลว่า เป็นสิ่งแปลกปลอมระบบนี้ก็จะเล่นงานเลย คำถามคือ ทำไมจึงเรียกระบบนี้ว่า ระบบหลัก? ตอบง่ายๆครับ เพราะระบบนี้ทำหน้าที่หลักในการจัดการเชื้อโรค เพราะถ้ามัวแต่พึ่งระบบเสริม เวลาที่มีเชื้อโรคชนิดใหม่เกิดขึ้น (ซึ่งแปลว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกันเสริม) มนุษยชาติก็ต้องตายกันหมด แต่จากประวัติศาสตร์ก็จะเห็นว่าเกิดโรคอุบัติใหม่หลายครั้งมนุษย์ก็ยังไม่สูญพันธุ์ แม้แต่การระบาดครั้งนี้ ที่มีผู้ติดเชื้อใหม่มากมายที่ไม่มีอาการ ไม่ตายจากโควิดทั้งที่เขาไม่เคยติดโควิดมาก่อน ไม่เคยได้วัคซีนมาก่อน

2. ระบบภูมิคุ้มกันเสริม หรือ adaptive immune response 

ระบบภูมิคุ้มกันเสริมคือภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้น หลังจากติดโควิดแล้ว หรือ หลังจากได้รับวัคซีนแล้ว ระบบนี้ทำงานแบบตำรวจ หมายความว่า พอจับผู้ร้ายได้ ต้องเช็คที่ทะเบียนอาชญากรก่อน ถ้าไม่มีชื่อในทะเบียน ก็จะปล่อยตัวไป แต่ถ้าเคยมีประวัติในทะเบียนอาชญากร ถึงจะเล่นงาน ดังนั้นระบบนี้ ต้องรู้ว่า ผู้ร้าย ชื่ออะไร ถึงจะเล่นงานได้ นอกจากนี้ถ้าผู้ร้ายไปแปลงโฉม (กลายพันธุ์) หน้าตาเปลี่ยนไปจากเดิมระบบนี้ก็จะบอกไม่ได้ว่าผู้ร้ายหน้าใหม่นี้คือ คนเดียวกันกับที่เคยสร้างปัญหามาก่อน ในการฉีดวัคซีนเมื่อกลายพันธุ์จึงต้องทำวัคซีนใหม่มาเรื่อย ๆ

ทำไมการเข้าใจว่าระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์มีสองระบบนี้สำคัญ เพราะปัจจุบัน เราเข้าใจว่าการกระตุ้นภูมิคุ้มกันทำได้แค่การกระตุ้นระบบเสริมด้วยวัคซีนเท่านั้น ทั้งที่ในความจริงแล้ว เราสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในระบบหลักได้เช่นกัน การกระตุ้นภูมิคุ้มกันระบบหลักนี้นอกจากช่วยป้องกันเชื้อโควิดแล้ว ยังสามารถป้องกันเชื้อโรคชนิดอื่นๆด้วย กระตุ้นได้อย่างไร สงสัยแล้วใช่ไหมครับ ตามอ่านต่อตอนหน้าครับ



📝: นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง


 เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ

ไขข้อสงสัยเรื่องภูมิคุ้มกันกับวัคซีน

เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ

 ในช่วงที่ โควิด กำลัง สร้างความประหวั่นพรั่นพรึง ให้กับคนทั่วโลก รวมทั้งคนไทย เราส่วนใหญ่ล้วนเชื่อว่า “วัคซีน” คือ ทางรอดเพียงทางเดียว

 

วัคซีน คือ อะไร?

กลไกการทำงานของวัคซีนเป็นอย่างไร ?

อะไรคือ ภูมิคุ้มกันที่ วัคซีนไปกระตุ้น ?

ภูมิคุ้มกันมนุษย์มีกี่ประเภท? มีวิธีกระตุ้นภูมิคุ้มกันมนุษย์อย่างไรบ้างนอกจากการใช้วัคซีน?

 

คำถามเหล่านี้ เป็นคำถามที่พวกเราทุกคนควรจะเข้าใจ เพื่อช่วยให้เราสามารถปฏิบัติตน เอาชีวิตพ้นผ่านวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้

วัคซีน คือ?

วัคซีน คือ กระบวนการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยใช้ “เชื้อโรค” (หรือชิ้นส่วนของมัน) ในปริมาณที่น้อยมากๆ มาฉีด/พ่น/กิน เข้าสู่ร่างกาย เพื่อให้ “เชื้อโรค” (หรือชิ้นส่วนของมัน) นั้นเข้าไป กระตุ้น “ภูมิคุ้มกัน” ของร่างกาย ภูมิคุ้มกันที่เรียกกันว่า “แอนตี้บอดี้” (antibody) คำถาม คือ แล้วก่อนที่เราจะได้วัคซีน เราไม่มี “ภูมิคุ้มกัน” หรือ? คำตอบคือ ไม่ใช่ เรามีภูมิคุ้มกันแม้ก่อนได้รับวัคซีน ระบบภูมิคุ้มกันของเราซับซ้อนกว่าที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ

 

ภูมิคุ้มกัน คือ ?

 ภูมิคุ้มกัน คือ กลไกของร่างกายที่ทำหน้าที่ กำจัด สิ่งแปลกปลอม รวมทั้งเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ภูมิคุ้มกันยังทำหน้าที่ ปัดกวาด ของเสีย เศษซากเซลล์ที่ตาย เซลล์ที่ผิดปกติออกจากร่างกายด้วย ภูมิคุ้มกันจึงเป็นทั้งทหาร ตำรวจ และหน่วยกำจัดขยะของร่างกาย

 

ภูมิคุ้มกัน มีกี่ประเภท?

 ระบบภูมิคุ้มกัน สามารถแบ่งได้เป็น 2 ระบบใหญ่ๆ (แต่ทั้งสองระบบนี้ทำงานร่วมกัน) คือ

1.ระบบภูมิคุ้มกันดั้งเดิม (innate immune response) ระบบภูมิคุ้มกันนี้เป็นระบบภูมิคุ้มกันหลัก ที่เรามีมาตั้งแต่เกิด แม้จะไม่ได้รับวัคซีน

2.ระบบภูมิคุ้มกันเสริม (adaptive immune response) ระบบภูมิคุ้มกันนี้ เกิดขึ้นภายหลังเมื่อเราต้องเผชิญกับ “เชื้อโรค” (หรือวัคซีน) ระบบนี้เป็น ระบบ “เสริม” ให้ภูมิคุ้มกันหลักหรือระบบภูมิคุ้มกันดั้งเดิมทำงานดีขึ้น มิใช่ระบบภูมิคุ้มกันเพียงอย่างเดียวที่เรามี

 

ระบบภูมิคุ้มกันดั้งเดิม (innate immune response)  คือ?

 ระบบภูมิคุ้มกันดั้งเดิม คือ ระบบภูมิคุ้มกันหลักที่เรามีมาตั้งแต่กำเนิด เป็นระบบที่ร่างกายใช้กำจัด “สิ่งแปลกปลอม” ไม่ว่า สิ่งนั้นจะเป็น เชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย หรือ สิ่งแปลกปลอมอื่นๆ โดยร่างกายจะมีกลไกที่จะแยกระหว่าง สิ่งที่เป็น “ตัวเรา” (self) กับสิ่งที่มิใช่ตัวเรา (non-self) กระบวนการที่เราสามารถแยกระหว่างตัวเรา กับสิ่งอื่นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เราเป็นทารกอยู่ในครรภ์ ดังนั้นหลังจากที่ทารกคลอดออกจากครรภ์มารดา ร่างกายของทารกจะสามารถแยกได้เลยว่า สิ่งไหนเป็นสิ่งแปลกปลอม ภูมิคุ้มกันประเภทนี้ก็จะเริ่มทำงานทันที ภูมิคุ้มกันแบบนี้จะใช้กลไกหลายอย่างในการป้องกันร่างกาย เริ่มตั้งแต่ ผิวหนัง สารคัดหลั่ง เยื่อเมือกต่างๆที่กันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย (รวมทั้งน้ำมูก น้ำลาย เพราะเชื้อจะถูกดักจับไว้ ซึ่งแปลว่า การมีเชื้อในน้ำมูกไม่ได้แปลว่าต้องมีเชื้อในร่างกาย) และต่อให้เชื้อเข้าสู่ร่างกาย ระบบนี้ก็มีกลไกจัดการ โดยใช้ทั้งเม็ดเลือดขาวหลากชนิด (macrophage, NK cell, etc.) เข้าไปตะลุมบอนเก็บกินเชื้อ หรือใช้สารต่างๆ ที่เรียกว่า “ไซโตไคน์” (cytokine) หรือ ระบบ complement ในการจัดการกับเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันดั้งเดิมนี้ เป็น “ระบบภูมิคุ้มกันหลัก” เพราะถ้าเราจำต้องพึ่งแต่ “ระบบเสริม” (adaptive immune response) แล้ว แปลว่า ถ้าเราเจอกับเชื้อตัวใหม่ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน เราก็ต้องตายทั้งหมด ซึ่งไม่จริง เพราะแม้ว่าเราจะเจอกับเชื้อตัวใหม่ที่เราไม่เคยเจอมาก่อน (ซึ่งแปลว่าเราไม่มี antibody) ระบบภูมิคุ้มกันหลักนี้ก็ยังสามารถบอกได้ว่าเชื้อตัวนั้น เป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ใช่ตัวเรา และสามารถจัดการกับเชื้อเหล่านั้นได้

 

ระบบภูมิคุ้มกันเสริม (adaptive immune response) คือ?

 ระบบภูมิคุ้มกันเสริม (adaptive immune response) คือ ระบบเสริม ที่ช่วยให้ ระบบหลัก ทำงานดีขึ้น ระบบนี้จะทำงานต้องมีการ “ติดเชื้อ” (หรือได้รับวัคซีน) ก่อน โดยเชื้อจะไปกระตุ้น “ภูมิคุ้มกัน”(ที่เรียกว่า แอนตี้บอดี้, antibody) แอนตี้บอดี้ที่มีความจำเพาะต่อเชื้อนั้นๆ ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นนี้ จะช่วยให้ร่างกาย จัดการกับเชื้อตัวเดิมได้เร็วขึ้น ถ้ามีการติดเชื้อครั้งใหม่ โดยระบบดังกล่าวจะช่วยให้เรา “จำหน้าตา” ของเชื้อตัวนั้นได้ดีขึ้น (ในระบบภูมิคุ้มกันแบบดั้งเดิม จะแยกแค่ ตัวเรากับไม่ใช่เรา แต่ไม่ได้บอกว่า อันที่ไม่ใช่เรา คือ เชื้อตัวไหน) อย่างไรก็ดี ถ้าเชื้อเปลี่ยน “หน้าตา” หรือกลายพันธุ์ก็จะทำให้ระบบนี้ ระบุหน้าเชื้อที่เปลี่ยนหน้าไปไม่ได้ (เหมือนที่เกิดในกรณีไข้หวัดใหญ่) ที่สำคัญการมี แอนตี้บอดี้ หรือ ภูมิคุ้มกันแบบนี้ ไม่ได้แปลว่า ร่างกายจะจัดการเชื้อตัวนั้นได้เสมอไป ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส เอชไอวี (ที่ทำให้เกิดโรคเอดส์, ซึ่งเป็นอาร์เอ็นเอ(RNA) ไวรัสเหมือนเชื้อไวรัสโควิด) การมีภูมิต่อเชื้อเอชไอวี นอกจากจะไม่ได้แปลว่า ไม่ติดเชื้อตัวนี้แล้ว ยังแปลว่า “ติดเชื้อ” เอชไอวี และสามารถแพร่เชื้อต่อได้อีกด้วย

 

ที่น่าสนใจคือ นอกจากจะไม่ได้ ป้องกันการติดเชื้อแล้ว ระบบนี้ยังอาจทำให้การติดเชื้อ รุนแรงขึ้นด้วย ดังตัวอย่างของ เชื้อไวรัสไข้เลือดออก (ซึ่งก็เป็น RNA virus คล้ายไวรัสโควิด) เป็นที่ทราบกันดีว่าการที่จะเป็นโรคไข้เลือดออกนั้น จำเป็นต้องติดเชื้อมากกว่าหนึ่งครั้ง การติดเชื้อในครั้งแรกอาการจะไม่รุนแรง ผู้ป่วยแทบไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ แต่ร่างกายจะสร้าง แอนตี้บอดี้ต่อเชื้อขึ้น ต่อเมื่อมีการติดเชื้อครั้งที่สอง แอนตี้บอดี้ที่มีอยู่นี้เอง กลับจะทำให้อาการรุนแรงขึ้นจนกลายเป็น ไข้เลือดออก กระบวนการที่เกิดนี้เรียกว่า antibody dependent enhancement (ADE) ADE นี้เองเป็นเหตุที่ทำให้การทำวัคซีนป้องกันโรค เมอร์ (MERS) และซารส์ (SARS) ซึ่งเป็นเชื้อโคโรนาไวรัสเหมือนโควิด ไม่ประสบความสำเร็จจนต้องยกเลิกความพยายามไป โดยแม้จะพบว่า วัคซีนของเมอร์และซารส์ ดังกล่าวจะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองได้ดีมาก แต่เมื่อเอาเชื้อไวรัสให้ไปติดในสัตว์ทดลองที่ได้รับวัคซีน นอกจากวัคซีนจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้แล้ว ยังทำให้เกิดอาการปอดอักเสบที่รุนแรงขึ้นด้วย

 

เราสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันโดยไม่ใช้วัคซีนได้ไหม?

 ภูมิคุ้มกันของเราอย่างที่เล่าตอนต้น มีทั้งระบบหลักและระบบเสริม การเพิ่มภูมิคุ้มกันไม่จำเป็นต้องเพิ่มแต่ระบบเสริม ด้วยการใช้วัคซีนเท่านั้น ที่จริงแล้วเราสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันระบบหลักได้มากมายหลายวิธี วิธีที่รู้จักกันดีและทำได้ง่ายๆคือ 5 อ อาหาร อากาศ อารมณ์ ออกกำลังกาย และอุจจาระ

  1.อาหาร อาหารที่ช่วยให้เพิ่มภูมิได้คือ อาหารดีที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะสมุนไพรหลายชนิด ที่เราคุ้นเคยกันดี อาทิ เช่น ขิง หอมใหญ่ หอมแดง กระชาย กะเพรา กระเทียม พริกไทย ฯลฯ หรือถ้าจำไม่ได้ สมุนไพรพวกร้อนๆทั้งหลายละครับใช้ได้หมด นอกจากสมุนไพรที่ว่าแล้วควรทาน อาหารที่ให้วิตามินซีสูง อาทิ น้ำมะนาว ส้ม ฝรั่ง เสาวรส ฯลฯ กับผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสสระสูง เช่น ฟักทอง แครอท ขมิ้น มันม่วง ใบย่านาง ใบบัวบก ข้าวเหนียวดำ ข้าวไรซ์เบอรรี่ หรือ พืชผัก สีเหลือง ส้ม ม่วง อื่นๆ ก็มีส่วนช่วยรักษาสมดุลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีด้วย นอกจากนี้แร่ธาตุบางชนิดยังมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างภูมิต้านทานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดีเกลือ หรือธาตุแมกนีเซียม ที่เราใช้ทำให้เต้าหู้จับตัวเป็นก้อน แมกนีเซียม (Mg2+)ช่วยเร่งปฏิกิริยาสำคัญต่างๆในร่างกายถึง 325 ปฏิกริยา ในจำนวนนี้หนึ่งในสามเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เพราะเหตุนี้ดีเกลือจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในตำรับยาไทยหลายตำรับ เพราะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและช่วยในเรื่องการขับถ่ายด้วยครับ


  2.อากาศ อันนี้ไม่ต้องอธิบายมาก อากาศดีทำให้สุขภาพดี ทั้งนี้ที่สำคัญคือ ออกซิเจน อากาศบริสุทธิ์มีออกซิเจนเยอะ เวลาหายใจเข้าไปแล้วจะสดชื่น ออกซิเจนจะช่วยให้การเผาผลาญพลังงานในร่างกายทำได้ดี ร่างกายมีพลังงานดี ภูมิคุ้มกันก็จะทำงานดีขึ้น เพราะฉะนั้นออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์บ่อยๆดี และไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากตอนอยู่กลางแจ้ง เพราะหน้ากากนั้น(ถ้าใส่แบบถูกวิธีลดปริมาณออกซิเจนที่ร่างกายได้รับ) นอกจากนี้ถ้ามาสูดอากาศบริสุทธิ์กลางแดด นอกจากจะได้วิตามินดีซึ่งสำคัญมากต่อการทำงานของภูมิคุ้มกันแล้ว แสงแดดยังมีรังสีอุลตร้าไวโอเลตที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ด้วยครับ

  3.ออกกำลังกาย ข้อนี้ก็ไม่ต้องอธิบายมากครับ ออกกำลังกายช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ยิ่งออกกำลังกายในพื้นที่โล่ง ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ได้รับแสงแดดยิ่งดีไปใหญ่ครับ นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยทำให้ร่างกายหลั่ง “สารสุข” (endorphin) สารสุขจะช่วยทำให้ใจเบิกบาน ซึ่งเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ดีมากครับ

 

   4.อุจจาระ ข้อนี้หลายคนอาจจะสงสัย ว่าอุจจาระเกี่ยวอะไรกับภูมิคุ้มกัน? เกี่ยวและมากซะด้วยครับ อุจจาระคือที่อยู่ของเชื้อจุลินทรีย์ เชื้อเหล่านี้จะช่วยย่อยสลายอาหารที่เราทานเข้าไป โดยอาหารหลายชนิด อาทิเช่น กากใยของพืชเป็นสารอาหารที่เราไม่มีน้ำย่อยสำหรับย่อย จำต้องใช้เอนไซม์ (หรือน้ำย่อยของแบคทีเรีย) ที่จุลินทรีย์เหล่านี้สร้างขึ้นมาช่วยย่อย จุลินทรีย์ที่ย่อยสลายสารอาหารเหล่านี้  มีทั้งจุลินทรีย์กลุ่มที่ดี (หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า โพรไบโอติกส์, Probiotics) ที่ย่อยสลายอาหารแล้วได้น้ำ คาร์บอนไดออกไซด์เป็นของเสีย กับจุลินทรีย์กลุ่มไม่ดีที่ย่อยสลายอาหารแล้วก่อให้เกิดสารพิษ อาทิเช่น แก๊สไข่เน่า (ตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดกลิ่นเน่าเหม็นในน้ำเน่า) สารพิษเหล่านี้ก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ทำอันตรายให้กับภูมิคุ้มกัน ยิ่งเป็นคนที่ท้องผูกถ่ายยาก สารพิษเหล่านี้ก็จะมีเวลาดูดซึมเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น 

ดังนั้นการขับถ่ายอุจจาระเป็นประจำทุกวันจึงเป็นการช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น

 

  5.อารมณ์  เรื่อง อารมณ์ หรือ สภาพจิตใจนี้ ว่าไปแล้วถือเป็น ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการทำให้ ภูมิคุ้มกันดี ในภาวะที่เครียด มีความกลัว ความวิตกกังวลสูง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งออกมาในปริมาณมาก ฮอร์โมนชนิดนี้คือ คอร์ติซอล ฮอร์โมนนี้จะออกฤทธิ์คล้ายสเตียรอยด์ที่จะไปกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้แย่ลง นอกจากนี้ความเครียดยังทำให้ร่างกายสร้าง วิตามินดี ได้น้อยลงด้วย วิตามินดี สำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันมาก เมื่อระดับวิตามินดี ลดลง ภูมิคุ้มกันก็จะทำงานแย่ลงด้วย ในทางตรงกันข้าม เมื่ออยู่ในภาวะที่จิตใจ “สงบสุข” ร่างกายจะหลั่งสารชนิดหนึ่งชื่อว่า อนันดาไมด์ (anandamide) สารชนิดนี้ คือ สารอนุพันธุ์ของกัญชา (cannabinoid) ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ (endocannabinoid) สารชนิดนี้จะไปกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น การตัดความกลัว วิตกกังวล และการรักษา ใจ ให้สงบสุข จึงเป็นวิธีที่ดีในการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายครับ

 

ถ้าอ่านมาถึงตอนนี้ หวังว่าท่านผู้อ่านจะพอเข้าใจว่า ภูมิคุ้มกันที่ช่วยป้องกันไวรัสได้นั้นมีหลายแบบ และไม่ได้จำเป็นที่จะต้องใช้ “วัคซีน” ในการเพิ่มภูมิคุ้มกันเสมอไป มีวิธีการอื่นที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ที่สำคัญลงมือทำกันได้เลยตอนนี้ครับ เมื่อเข้าใจและลงมือทำ ความตื่นกลัว ความกังวล ความตระหนกก็จะลดลง ทำให้จิต “สงบสุข” เพิ่มภูมิต้านทานได้มากยิ่งๆขึ้นครับ



📝: นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง






วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565

 





เรียน อาจารย์ยงที่เคารพ

ผมได้อ่านบทความที่อาจารย์เผยแพร่บน FB ของอาจารย์ (ลงวันที่ ๑ เมษายน หวังว่าไม่ใช่เรื่อง april's fool day นะครับ ) และขอขอบพระคุณที่อาจารย์เอา ข้อเท็จจริง มาบอกต่อสังคมครับ ผมเห็นด้วยกับความเห็นหลายประการที่อาจารย์นำเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ ชีวิต ต้องดำเนินต่อไป เราต้องเปิด ประเทศ โรงเรียนต้องเปิดเรียน เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด และสุดท้าย การป้องกันขั้นทุติยภูมิ น่าจะเป็นคำตอบที่ดีกว่า เน้นรักษาให้เร็วและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดีผมมีคำถามที่อยากขอคำชี้แจงจากอาจารย์ดังนี้ครับ

๑.อาจารย์พูดถึงการใช้วัคซีนในกลุ่มเปราะบาง ผมอยากทราบว่าปัจจุบันมีการศึกษาความปลอดภัยของวัคซีนเหล่านี้ในกลุ่มเปราะบางไหมครับ มีกี่งานวิจัยที่ทำเสร็จแล้ว และเขาติดตามดูผลเสียไปนานแค่ไหนหลังฉีดครับ งานวิจัยที่บริษัทยาใช้ในการขออนุมัติฉุกเฉินเป็นการทำการศึกษาใน คนปกติที่แข็งแรงดีนะครับ
๒. การที่วัคซีนไม่ได้ผล และ อัตราการเสียชีวิตลดลง และมีทางเลือกอื่นๆในการแก้ปัญหา ทำให้เงื่อนไขในการ อนุมัติใช้ยาฉุกเฉินย่อมหมดไป ใช่ไหมครับ การอนุมัตื ฉุกเฉินนั้นจะนำมาใช้ได้ต้องมีเงื่อนไข สี่ประการตามรายละเอียดในไฟล์ pdf* ที่แนบมา เมื่อเงื่อนไขเหล่านั้นไม่ครบตามกำหนด แปลว่า อย ต้องยกเลิกการอนุมัตินี้ทันทีใช่ไหมครับ
๓.การเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด แปลว่า ต้องมีการสนับสนุนการศึกษาวิจัย ยา สมุนไพร ที่สามารถใช้ในการรักษาโรคนี้อย่างจริงจังในประเทศไทย โดยยึดมั่นใน ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญญาที่ "พ่ออันเป็นที่รัก" ของปวงชนชาวไทย ทรงพระราชทานไว้ให้ ใช่ไหมครับ
๔.ในเมื่อประโยชน์จากวัคซีนลดน้อยลงไป การระดมฉีดในกลุ่มประชากรเด็ก และกลุ่มที่มีสุขภาพแข็งแรงย่อมไม่มีประโยชน์ แถมเนื่องจากวัคซีนบางชนิดอาจจะก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาวได้ เราจึงควรระงับการฉีดไว้และมีการทบทวนข้อมูลหลักฐานใหม่ๆที่มีก่อนไหมครับ

หวังว่าท่านอาจารย์จะกรุณาตอบคำถามเหล่านี้นะครับ และจะเป็นการดีมากหากท่านคณบดี เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ และรีบดำเนินการให้เกิด เวที เสวนาในเรื่องนี้ขึ้นโดยเร็วตามที่ท่านให้สัญญากับผมไว้ทางโทรศัพท์ครับ

ดัวยความเคารพ

อรรถพล

PDF*


ที่มา: FB Yong Poovorawan

โควิด 19  ความคิดเกี่ยวกับโรคโควิด 19 เปลี่ยนตามสถานการณ์
ยง ภู่วรวรรณ  1 เมษายน 2565
 
ต้องยอมรับว่าในปีแรก 2563 ที่เกิดการระบาดของโรคโควิด 19 โรคมีความรุนแรง อัตราเสียชีวิต สูง 3 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์
ทุกคนรอความหวังที่จะป้องกันด้วย “วัคซีน”

ปีต่อมา 2564 มีวัคซีน แต่พบว่าวัคซีนไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ ยังคงพบการระบาดอย่างมาก ประสิทธิภาพของวัคซีนเหมือนกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่ไม่สามารถจะกำจัดหรือลดการระบาดลง ในแต่ละปีประสิทธิภาพแตกต่างกันตามสายพันธุ์
 
การให้วัคซีน 3 เข็ม 4 เข็ม หรือแม้กระทั่งติดเชื้อแล้วก็ยังติดเชื้อซ้ำได้อีก แต่อาการความรุนแรง “ลดลง”
 
ในปีนี้ 2565 โรคยังคงระบาดอย่างมาก ความรุนแรงลดน้อยลง อัตราการเสียชีวิตลดลง จากที่เคยสูง 1-2 %  ลดลงมา เหลือ 1-2 ในพัน (0.1 - 0.2 %) ของผู้ติดเชื้อ (รวม ATK) ส่วนใหญ่เป็นในกลุ่มผู้เปราะบาง หรือ 608  ไม่ได้รับวัคซีน หรือ ได้รับวัคซีนไม่ครบ
 
โดยทั่วไปผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง และ ได้รับวัคซีนแล้ว ติดเชื้อได้ ความรุนแรงของโรคจะลดลง แต่ก็ยังสามารถแพร่กระจายโรคได้ ในเด็กปกติโรคมีความรุนแรงน้อยกว่า ยกเว้น เด็กทารก และเด็กที่มีโรคประจําตัว ในเด็กทารกถ้ามารดาได้รับวัคซีนขณะตั้งครรภ์ ภูมิต้านทานก็น่าจะส่งต่อมาปกป้องลูกน้อยในเดือนแรกๆได้
 
เราต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ในการอยู่กับโรคนี้ให้ได้ พบผู้ป่วยผู้ติดเชื้อรอบตัวเรา รวมทั้งคนใกล้ชิด มีให้เห็นมากมาย ต่อไปวัคซีนพาสปอร์ต ที่จะต้องฉีด 2 เข็ม 3 เข็มก็จะมีความหมายน้อยลง การสืบสวนโรค ว่าติดจากใคร ทำได้ยาก และปัจจุบันแทบไม่ต้องถาม timeline กันอีกต่อไปแล้ว
 
เราไม่ควรรังเกียจคนที่เป็น และต้องยอมรับ เปรียบเสมือนเป็นโรคทางเดินหายใจโรคหนึ่ง ไม่แสดงความรังเกียจผู้ป่วย เราจะต้องอยู่ด้วยกันกับโรคนี้
 
การตั้งรับในวันนี้ คือ ปกป้องกลุ่มเปราะบาง เช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ เรารู้ว่าไข้หวัดใหญ่ เป็นอันตรายในกลุ่มเสี่ยง เป็นกลุ่มเดียวกันกับโควิด 19  เราให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ในกลุ่มเสี่ยง เช่นผู้สูงอายุ เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี คนอ้วน  คนมีโรคประจำตัวเรื้อรัง โรคทางเดินหายใจ โรคไต โรคตับ โรคหัวใจ ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
 
การเปิดประเทศมีความจำเป็น ผู้ตรวจพบเชื้อเดินทางเข้ามา พบวันละ 50-60 ราย ถือว่าน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจพบเชื้อในบ้านเรา  50,000 - 60,000 รายต่อวัน วัคซีนพาสปอร์ตต่อไปก็ไม่มีความหมาย เพราะฉีดวัคซีนแล้ว ยังติดเชื้อได้ การตรวจเชื้อในผู้เดินทางเข้าประเทศ ก็จะเหลือแต่ ATK และต่อไปก็จะตรวจเฉพาะผู้มีอาการ เช่น มีไข้ก็เพียงพอ
 
การตรวจหาเชื้อในประเทศ ก็คงจะต้องเป็นแบบไข้หวัดใหญ่ จะตรวจเฉพาะผู้มีอาการ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงเพื่อให้ยารักษา
 
เมื่อพึ่งวัคซีนไม่ให้ติดเชื้อไม่ได้ ยาที่ใช้รักษาต่อไป จะมีความหมาย และมีความจำเป็น โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง  จึงมีการศึกษา หายาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อไว้ปกป้องกลุ่มเสี่ยง ให้เกิดอันตรายน้อยลง
 
ชีวิตจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไป เด็กนักเรียนจำเป็นจะต้องไปโรงเรียน ในภาคการศึกษาต่อไป มีความหวังว่าเด็กนักเรียนได้ไปโรงเรียน และกิจกรรมต่างๆก็จะได้กระทำกันมากขึ้น

FB Yong Poovorawan
1 เมย.2565



นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง
Atapol Sughondhabirom, M.D.
Dept. of Psychiatry,
Faculty of Medicine,
Chulalongkorn University,
Bangkok, Thailand


เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ

เรื่องเล่าหลังเข็ม 4

  เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ ขอหยิบpกเรื่องที่ คุณวิบูลย์ อิงคากุล นำมาบอกเล่าผ่านทางFB 🕀🕀🕀...