วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

การตัดสินใจที่ย้อนกลับไม่ได้

 

เมื่อรัฐบาลสั่งวัคซีน Pfizer รอฉีดให้เด็กไทยอายุ ๕-๑๑ ปี

เริ่มเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๕




บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบตัวเลขทางสถิติในเด็กที่ติดโควิดและ ความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากวัควีน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการ แก้ปัญหาโควิด-๑๙ สำหรับกลุ่มเด็กอายุ ๕-๑๑ ปี

 

วัคซีนที่รัฐกำลังใช้กับเด็กอายุ ๕-๑๑ ปีนั้นเป็นวัคซีนสำหรับใช้ในภาวะฉุกเฉิน



อ้างอิงhttps://www.pfizer.com/news/press-release/press-release-detail/pfizer-and-biontech-initiate-study-evaluate-omicron-based ข้อมูลจากเว๊บไซด์ของบริษัท Pfizer ณ วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๕


การใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉินยังไม่ได้รับการอนุมัติหรืออนุญาตจากองค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา Food and Drug Administration (FDA)  แต่ได้รับอนุญาตจาก FDA ภายใต้การอนุญาตการใช้ฉุกเฉิน Emergency Use Authorization (EUA)  เพื่อป้องกันโรค Coronavirus ๒๐๑๙ (COVID-19) ในบุคคลอายุ ๕ ปีขึ้นไป การใช้ในกรณีฉุกเฉินจะได้รับอนุญาตเฉพาะในช่วงระยะเวลาของการประกาศว่ามีสถานการณ์ที่สมเหตุสมผลในการอนุญาต ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ในกรณีฉุกเฉินภายใต้มาตรา 564(b)(1) แห่งพระราชบัญญัติ FD&C เว้นแต่การประกาศจะยุติหรือเพิกถอนการอนุญาตเร็วกว่านี้ โปรดดูเอกสารข้อมูล EUA ที่ www.cvdvaccine-us.com 


จากข้อมูลข้างต้น ตามที่บริษัท Pfizer ระบุว่าวัคซีนที่จะใช้กับเด็ก ๕ ปีขึ้นไปจะใช้ในกรณี ฉุกเฉินและจะได้รับอนุญาตเฉพาะในช่วงระยะเวลาของการประกาศว่ามีสถานการณ์ที่สมเหตุ สมผล ข้อมูลดังกล่าวข้างต้นไม่เคยถูกนำมาพูดถึงให้ประชาชนหรือผู้ปกครองรับทราบ


เมื่อต่างประเทศเริ่มทบทวนมาตรการการใช้วัคซีนในเด็ก

อ้างอิง(รอยเตอร์)https://www.reuters.com/world/europe/sweden-decides-against-recommending-covid-vaccines-kids-aged-5-12-2022-01-27/

Jan 27 2022 (Reuters) - Sweden has decided against recommending COVID vaccines for kids aged 5-11, the Health Agency said on Thursday, arguing that the benefits did not outweigh the risks.

        สตอกโฮล์ม ๒๗ ม.ค. สวีเดนตัดสินใจไม่แนะนำวัคซีนโควิด-๑๙ สำหรับเด็กอายุ ๕-๑๑ ปี สำนักงานสาธารณสุข ระบุเมื่อวันพฤหัสบดี โดยโต้แย้งว่าประโยชน์ที่ได้จากวัคซีนนั้นน้อยกว่าผลข้างเคียง

         เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒ ปีในสวีเดนจะไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-๑๙  เว้นแต่พวกเขาจะมีอาการป่วยแฝง สำนักงานสาธารณสุขของประเทศกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากการปรึกษาหารือกับสมาคมและหน่วยงานกุมารเวชศาสตร์แล้ว หน่วยงานกล่าวว่าประโยชน์ของการฉีดวัคซีนเด็กที่มีสุขภาพดีน้อยกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

“ด้วยความรู้ที่เรามีในวันนี้ การมีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดโรคร้ายแรงสำหรับเด็ก เราไม่เห็นประโยชน์ที่ชัดเจนใด ๆ กับการฉีดวัคซีนเหล่านี้” เจ้าหน้าที่สาธารณสุข Britta Bjorkholm กล่าวในการแถลงข่าว

เธอเสริมว่าการตัดสินใจดังกล่าวสามารถกลับมาทบทวนได้อีกครั้งหากการวิจัยมีการเปลี่ยนแปลงหรือหากมีตัวแปรใหม่เปลี่ยนการแพร่ระบาด เด็กในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสามารถรับวัคซีนได้อยู่แล้ว

        อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการทั่วไปของหน่วยงาน Karin Tegmark Wisell กล่าวเสริมในงาน แถลงข่าวว่า "เรากำลังประเมินอย่างต่อเนื่องว่าการระบาดใหญ่ในสวีเดนและส่วนอื่นๆ ของโลกเป็นอย่างไร และจะทำการประเมินใหม่ก่อนภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วง"

        จะเห็นได้ว่าแนวทางการให้วัคซีนแก่เด็กอายุ ๕-๑๑ ปี ของสวีเดนนั้น เป็นแนวทางที่สอดคล้อง กับการให้วัคซีนในกรณีฉุกเฉิน ตามคำจำกัดความของ FDA ที่ให้พิจารณาตามสถานการณ์ที่เหมาะสม และพิจารณาการรับวัคซีนเป็นกรณีไป ต่างจากแนวทางของรัฐบาลไทยที่สนับสนุนให้เด็กรับวัคซีนกรณีฉุกเฉินอย่างทั่วถึง

 

เด็กติดโควิด แต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต อัตราการเสียชีวิตร้อยละ ๐.๐๑

        จากข้อมูลทางสถิติของเด็กในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยสถาบันกุมารแพทย์และโรงพยาบาลเด็ก

https://downloads.aap.org/AAP/PDF/AAP%20and%20CHA%20-%20Children%20and%20COVID-19%20State%20Data%20Report%201.20.22_FINAL.pdf

ตารางที่ ๑ การสำรวจจำนวนเด็กที่ติดโควิดตั้งแต่อายุ ๐-๒๐ ปี จาก ๔๙ มลรัฐ ในประเทศสหรัฐอเมริกา State Data Report: Summary of publicly reported data from 49 states, NYC, DC, PR, and GU


     

ตารางที่ ๒ ในช่องขวามือแสดงให้เห็นอัตราการตายของเด็กหลังจากติดโควิดร้อยละ ๐.๐๑ 


นั่นจึงเป็นเหตุให้หลาย ๆ ประเทศเริ่มพิจารณาและชั่งน้ำหนักถึงความเสี่ยงต่อชีวิตของเด็ก ระหว่างไวรัสโควิด กับ ผลข้างเคียงจากวัคซีน สิ่งใดมีความเสี่ยงมากกว่ากัน?

 

ผลข้างเคียงจากวัคซีน

ตารางที่ ๓ ข้อมูลจาก สปสช ณ วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๕ ยอดผู้ได้รับผลข้างเคียง (ที่เข้าเกณฑ์) จำนวนทั้งสิ้น ๑๓,๙๐๔ ราย และรัฐจ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้วกว่า ๑,๒๐๐ ล้านบาท




ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกจากเว็บไซด์ vigiaccess เกี่ยวกับผลข้างเคียงจากวัคซีนชนิดต่าง ๆ วัคซีนโควิด-๑๙ มียอดผู้ได้รับผลข้างเคียงมากกว่าสองล้านคน


อ้างอิง https://youtu.be/2b99qx-TCQ8


วัคซีนโควิด-๑๙ : ดูผลข้างเคียงหลังผู้ใหญ่ฉีดสูตรไขว้ นักเรียนรับไฟเซอร์

 

อ้างอิง https://www.bbc.com/thai/thailand-59207336 สำนักข่าว BBC ภาคภาษาไทยวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

 

ไฟเซอร์นักเรียน

กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยข้อมูลการฉีดไฟเซอร์ในกลุ่มนักเรียนอายุตั้งแต่ ๑๒-๑๘ ปี จนถึงวันที่ ๔ พ.ย. ว่า ฉีดเข็มแรกไปแล้ว ๒.๕ ล้านคน หรือกว่า ๕๖% ของกลุ่มเป้าหมาย กรมควบคุมโรค ระบุว่าได้รับรายงานว่ามีผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนเล็กน้อยในสัดส่วนที่เป็นปกติ  ส่วนที่มีอาการรุนแรงตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น ยังไม่มีการข้อสรุปว่ามีสาเหตุเกี่ยวข้องกับการรับวัคซีน

   

ราชบุรี- เด็กหญิงอายุ ๑๒ ปี ชั้น ป.๖ ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงปอด

เด็กหญิงอายุ ๑๒ ปี ชั้น ป.๖ ที่ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เริ่มมีอาการทางร่างกาย หลังจากฉีด วัคซีนไฟเซอร์เข็มแรกเป็นเวลา ๕ วัน นายพิพัฒพงศ์ ตันพานิช อายุ ๕๐ ปี พ่อของเด็กหญิง

ให้ข้อมูลว่า ได้พาบุตรสาวไปรับวัคซีนที่ศูนย์ฉีดวัคซีนของ รพ.เจ็ดเสมียน เมื่อวันที่ ๑๙ ต.ค. เมื่อกลับมาบ้าน พบว่ามีอาการเจ็บแขน ๓ วันและหาย หลังจากนั้นเริ่มไอแห้งหลังฉีดวัคซีน ไปแล้ว ๕ วัน ต่อมาในวันที่ ๒๕ ต.ค. เด็กหญิงเริ่มมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก เล็บมือและปากเขียว จึงไปพบแพทย์ที่คลินิก แต่แพทย์ได้รีบส่งตัวต่อที่ รพ.ราชบุรีในวันเดียวกัน

ในกลางดึกคืนนั้น รพ.ราชบุรี ตัดสินใจส่งตัวเด็กหญิงเข้ารักษาตัวที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ มหาราชินี กรุงเทพฯ เนื่องจากมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ต่อมาโรงพยาบาล แจ้งว่ามีอาการลิ่มเลือดอุดขั้วหัวใจ 2 ขั้ว ทำให้หัวใจบวม และมีเลือดไปอุดตันบริเวณเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงปอด ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียู เป็นเวลา 6 วัน ก่อนอาการดีขึ้นตามลำดับ

 

ลำปาง- วัยรุ่นหญิง อายุ 16 เสียชีวิตหลังฉีดไฟเซอร์เข็ม 2

น.ส.อรจิรา จรูญโรจน์ ณ อยุธยา อายุ 16 ปี นักศึกษาชั้นที่ปี 1 วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง เสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา หลังเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ยี่ห้อไฟเซอร์ เข็มที่ 2 เมื่อวันที่ 27 ต.ค.ข้อมูลจากครอบครัวระบุว่า น.ส.อรจิรา รับวัคซีนไฟเซอร์เข็มที่ 1 เมื่อวันที่

6 ต.ค. หลังฉีดมีอาการปกติ และฉีดเข็มที่ 2 ในวันที่ 27 ต.ค. หลังฉีดวันแรกอาการปกติ แต่ใน วันที่ 28-29 ต.ค. เริ่มมีอาการปวดท้อง คล้ายท้องเสีย และมีอาเจียนร่วม ครอบครัวเข้าใจว่า เป็นอาการของอาหารเป็นพิษ เข้าห้องน้ำและอาเจียนตลอดทั้งคืน จึงรับประทาน พาราเซตามอล โจ๊ก เกลือแร่ และได้ซื้อยาแก้อาเจียนมารับประทาน หลังจากนั้นอาการท้องเสียดีขึ้น แต่ยังอาเจียนอยู่ แพทย์ตรวจร่างกายและระบุสาเหตุว่า มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 400 mmol/L และเกิดภาวะเลือดเป็นกรด ผู้ป่วยเริ่มหายใจเองไม่ได้ จนแพทย์ต้องเจาะคอใส่ท่อช่วยหายใจ ก่อนจะนำตัวเข้ารักษาในห้องไอซียู เป็นเวลา 3 วัน และเสียชีวิตในที่สุด ทางรพ.แจ้งกับครอบครัวว่า น.ส.อรจิรา เสียชีวิตด้วยสาเหตุหลอดเลือดในปอดมีลิ่มเลือดอุดกั้น ร่วมกับการติดเชื้อในกระแสเลือด  


เด็กชายวัย 12 ปี มีโรคประจำตัว เสียชีวิตหลังจากฉีดไฟเซอร์ 3 สัปดาห์

        ส่วนกรณีอื่น ๆ ที่กระทรวงสาธารณสุขสรุปแล้วว่าไม่เกี่ยวกับการฉีดัวคซีนไฟเซอร์ คือ กรณีเด็กชายวัย 12 ปี ในกรุงเทพฯ ป่วยเป็นโรคเบาหวนเรื้อรัง เสียชีวิตหลังจากฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 3 สัปดาห์  กรมควบคุมโรคชี้แจงว่าเมื่อวันที่ 1 ต.ต. ว่าเด็กชายป่วยเป็นโรคเบาหวานมาตั้งแต่แรกเกิด รักษาตัวด้วยการฉีดอินซูลินที่บ้านวันละ  3 เวลา และยังรักษาตัวอย่างต่อเนื่องที่โรงพยาบาลรามาธิบดี

        เด็กชายคนนี้ เข้ารับการฉีดวัคซีนเมือวันที่ 14 ก.ค. ซึ่งเป็นการฉีดให้เด็กที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว ต่อมาในวันที่ 12 ส.ค. หรือ 3 สัปดาห์หลังการฉีดวัคซีน เริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน กินอาการได้น้อย แต่ไม่มีอาการมือสั่น ใจสั่น ไม่ซึม ไม่เจ็บหน้าอก รวมทั้งไม่มีไข้หรืออาการเหนื่อยง่าย  ต่อมาในเช้าวันที่ 13 ส.ค. ผู้ปกครองพบว่าเด็กชายนอนไม่รู้สึกตัว จึงนำส่งโรงพยาบาล ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

        จากเนื้อหาข่าวทั้งหมดข้างต้นจะเห็นได้ว่า ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมีทั้งจากสาเหตุต่าง ๆ แต่ไม่มีแพทย์ท่านใดออกมาระบุว่าเกิดจากการฉีดวัคซีน ทั้ง ๆ ที่นักเรียนหลายคนที่ได้รับวัคซีนไป และเกิดผลข้างเคียง ล้วนเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงปกติมาก่อนการรับวัคซีน

 

 รัฐบาลไทยควรทบทวนนโยบายฉีดวัคซีนในเด็กหรือไม่?

        จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ตั้งแต่แนวทางการให้วัคซีนใช้ในกรณีฉุกเฉิน ควรเป็นสิ่งที่รัฐบาล ต้องพิจารณาว่าเด็กจำนวนมากควรรับวัคซีนชนิดนี้ตามแนวทางเดิมที่เกิดขึ้นกับนักเรียนอายุ ๑๒-๑๘ ปีที่มีการให้วัคซีนไปแล้วถึง ๒.๕ ล้านคนนั้นยังเรียกว่าเป็นการให้วัคซีนที่ถูกต้อง กับแนวทางของคุณสมบัติของวัคซีนกรณีฉุกเฉินหรือไม่?

        การที่รัฐบาลไม่ให้ข้อมูลที่ครบถ้วนแก่ประชาชนอาจทำให้เกิดผลเสียหายที่ตามมา เช่น ผู้ปกครองตัดสินใจให้บุตรหลานฉีด โดยไม่ได้ตระหนักถึงอาการข้างเคียงต่าง ๆ ที่มีตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงขั้นเสียชีวิต

        ดังนั้นคุณสมบัติ และความเสี่ยงด้านผลข้างเคียงของวัคซีนที่ใช้ในกรณีฉุกเฉินชนิดนี้ จึงควร ได้รับการทบทวน และพิจารณาอย่างเร่งด่วนก่อนเริ่มใช้นโยบายฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ ๕-๑๑ ปี

   

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

วัคซีนโควิด จำเป็นสำหรับเด็กๆจริงหรือ?... เมื่อคนญี่ปุ่นก็ตั้งคำถามเดียวกัน

 




ผู้คนที่มีอาการไม่พึงประสงค์หลังจากรับวัคซีนมีครอบคลุมหลายช่วงวัย ที่น่ากังวลใจคือ จำเป็นสำหรับเด็กเล็กขนาดนั้นเชียวหรือ ในเมื่อแม้แต่ผู้ใหญ่ยังพบผู้ได้รับความทุกข์ทรมานทางกายตามมาภายหลัง ที่ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศที่ตั้งคำถามถึงความจำเป็นนี้ จนสื่อสิ่งพิมพ์ในญี่ปุ่นหลายสำนักพากันลงข่าวถึงผลข้างเคียงที่พบทั้งในผู้ใหญ่และเด็กอายุตั้ง 12 ปี ซึ่งได้รับไปแล้วก่อนหน้านี้  และเมื่อกระทรวงสาธารณสุขและแรงานของญี่ปุ่นได้อนุมัติให้ครอบคลุมไปถึงเด็กเล็กวัย 5 - 11ปี  บรรดาสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหลายจึงพากันทำสกู้ปตั้งคำถามเตือนประชาชานและเพื่อสะท้อนเสียงกลับไปยังภาครัฐ
นิตยสาร Josei Seven เป็นสื่อสิ่งพิมพ์สำนักหนึ่งที่ทำสกู้ปข่าวเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง  จึงขอนำสกู้ปล่าสุดมาให้อ่านกัน

〰〰〰〰〰〰〰〰〰〰〰〰〰〰〰〰

            ร่างกายผิดปกติไปจากเดิมหลังจากฉีดวซ ทั้งๆที่ฉีดไปเพื่อหน้าที่การงาน หรือเพื่อครอบครัวแท้ๆ

            นิตยสาร Josei Seven ของญี่ปุ่น ฉบับ 3 กุมภาพันธ์ 2022 (การวางแผงนิตยสารในญป. จะวางแผงเร็วกว่าวันที่ระบุฉบับที่) ได้ยกประเด็นความทุกข์ทรมานของผู้คนที่มีอาการลงในคอลัมน์เรื่อง “อาการที่เกิดขึ้นภายหลังของวซนั้นน่าสะพรึงกลัวกว่าโควิด” ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น ยังมีเด็กๆอีกด้วยที่สภาพร่างกายผิดปกติจนไม่สามารถไปโรงเรียนได้หลังจากฉีดวซไปแล้ว

จากเด็กที่เคยร่างกายแข็งแรงดี ถ้าจู่ ๆวันหนึ่งสุขภาพกลับย่ำแย่มาถึงจุดที่ไม่สามารถไปโรงเรียนได้  หากเป็นพ่อแม่ที่มีลูก คงจะเข้าใจดีถึงความเจ็บปวดใจนี้

ที่ผ่านมา อายุที่อนุมัติให้ฉีดวซโควิดได้คือตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป  แต่ทว่า เมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา  กระทรวงสาธารณสุขและแรงงาน ด้วยการประชุมของผู้เชี่ยวชาญ ได้ทำการอนุมัติเด็กตั้งแต่อายุ 5 ปีอยู่ในกลุ่มที่ต้องฉีด โดยมีกำหนดการณ์จะเริ่มต้นฉีดให้กับเด็กกลุ่มนี้กลางเดือนมีนาคม

อย่างไรก็ตาม วซมีความจำเป็นครอบคลุมไปถึงเด็กเล็กด้วยจริงหรือ ตามรายงานของนิตยสารนี้ ฉบับดังกล่าว ได้รายงานว่า มีผู้มีอาการที่เกิดขึ้นภายหลังจากฉีด ซึ่งไม่เว้นแม้แต่เด็กช่วงวัย 10 -19 ปีด้วย ไม่ใช่แค่พ่อแม่ แต่ผู้ใหญ่(ผู้ปกครอง)ที่มีความรับผิดชอบต่ออนาคต ก็น่าจะรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นในเด็กๆที่ฉีดไปก่อนหน้านี้แล้ว นักข่าวชื่อ โทรุ โทริดามาริ และทีมสัมภาษณ์ของนิตยสาร Josei Sebun รายงาน

 

เนื้อหาในตำราเรียนไม่เข้าหัว

ดช. H (อายุ 13 ปี) อาศัยอยู่ในภูมิภาคคันโต เป็นนร.มัธยมต้นที่ไปโรงเรียนอย่างมีพลังทุกวัน สุขภาพแข็งแรงทำกิจกรมมชมรมได้เต็มที่ แต่ทว่า หลังจากฉีดไปแล้วช่วงหลายปีก่อน แทบจะไปโรงเรียนไม่ได้เลย พ่อแม่ของดช. H ได้เล่าว่า

“เพราะได้ดูข่าวจากทีวีว่ามีเด็กที่ทุกข์ทรมานจากอาการที่เกิดขึ้นภายหลังของโควิด เลยรู้สึกกลัวจึงให้ลูกไปฉีด หลังจากไปฉีดวซที่โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ ๆ ตอนอยู่ในรถระหว่างทางกลับบ้านลูกก็มีอาการง่วงผิดปกติ นอกเหนือจากนี้ ก็ไม่ต่างจากปกติ กินอาหารค่ำได้ตามปกติด้วยเช่นกัน

วันถัดมา ต้องนอนพักเพราะมีไข้รุมๆ  วันที่ 2 ไข้ก็ลดลงแล้ว และออกไปปั่นจักรยานกับเพื่อน ๆที่รับปากกันไว้  แต่ระหว่างทางกลับบ้าน ลูกรู้สึกเหนื่อยอ่อนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ในที่สุดก็พาตัวเองกลับมาบ้านพร้อมจักรยานจนได้”

         จากนั้นก็อาบน้ำเลยทันที หลังจากอาบน้ำเสร็จได้ไม่นาน เหงื่อก็เริ่มออกมาก พอวัดอุณหภูมิร่างกายแล้ว มีไข้เกือบ ๆ 38องศา จากนั้นเป็นต้นมา แม้จะผ่านไป 4 เดือนแล้ว ตอนนี้ก็ยังมีอาการอ่อนระโหยโรยแรงอยู่

“อุณหภูมิร่างกายผันผวนขึ้นลงอย่างมาก ถึงระดับ 35 องศา และแม้แต่ตอนนี้ ก็ยังคงมีไข้ประมาณ 37.5 องศา  นอกเหนือจากตอนกินอาหารแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะนอน  จึงเป็นห่วงว่าจะเรียนไม่ทัน เลยบอกให้เขาอ่านหนังสือเรียน แต่ลูกบอกว่าไม่สามารถจดจ่อได้อย่างต่อเนื่อง อ่านอย่างไรก็ไม่เข้าหัว แม้แต่การทำงานของโทรศัพท์มือถือก็งงๆ เลยได้แต่นั่งจ้องหน้าจออยู่อย่างนั้น”

ความผิดปกติของดช. H ไม่ได้มีเพียงเท่านี้

“เดิมทีจะเป็นเด็กที่ชอบกินแฮมเบอร์เกอร์ สเต็ก เนื้อย่าง แต่ตั้งแต่ร่างกายผิดปกติไป ก็บอกว่าไม่อยากกิน จะยอมกินเฉพาะผักหรือเนื้อไก่ฉีกที่ต้มในน้ำซุปรสชาติอ่อนๆเท่านั้น  อาจเป็นเพราะไม่ได้ออกกำลังกาย เลยไม่ค่อยอยากอาหาร กินได้ในปริมาณน้อย

หลังจากนั้น กลายเป็นว่ามีความรู้สึกไวมากต่อเสียงและความเจ็บปวด แค่เรียกชื่อก็ยังกลัวจนตัวสั่นก็มี พอถามว่าทำไม ลูกก็ตอบว่า รู้สึกถูกเรียกกะทันหัน เพราะเหม่อลอยอยู่ตลอด  อีกทั้งเพราะไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างเพียงพอ ดิฉันเลยคิดว่าจะนวดให้ แต่แค่ตีเบาๆที่หลัง ก็รู้สึกเจ็บปวดมาก”

 

วันที่ไปโรงเรียนได้ก็มี แต่ไม่สามารถจดจ่อกับการเรียนได้ และกลับมาบ้านในสภาพอิดโรย ให้ออกไปข้างนอกด้วยกัน อย่างพาสุนัขไปเดินเล่น ใช้เวลาไป 30 นาที พอกลับมาก็ล้มตัวลงนอนแล้วบ่นว่าเหนื่อย

“เพราะหยุดเรียนมาตลอด เวลาออกไปข้างนอกก็รู้สึกไม่ดีเวลาเจอเพื่อนร่วมชั้น ดูเหมือนมีความท้อแท้ ทั้งการเรียนช้าไม่ทันเพื่อน และกับสภาพร่างกายที่ไม่ปกติ  จะมีวิธีการใดบ้างหนอที่จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้”

 

ยังมีนักเรียนมัธยมต้นที่อยู่ในภูมิภาคคันโตคนอื่น ๆ อีกที่ไม่สามารถไปโรงเรียนได้เนื่องจากปวดหัวอย่างรุนแรงหลังจากที่ฉีดมาแล้ว จากอีเมลที่ตอบกลับมาจากบรรดาผู้ปกครองโดยมีเงื่อนไขไม่ให้มีการเปิดเผยอายุและเพศ

 

“เริ่มมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงโดยทันทีหลังจากไปฉีดครั้งที่ 2 เมื่อต้นเดือนพ.ย. ปีก่อน  แม้จะกินยาแก้ปวดที่หมอประจำครอบครัวสั่งให้ ก็ไม่ได้ผลเลย ผ่านไป 1 สัปดาห์ก็ยังไม่หาย  พอไปรับการตรวจซ้ำ หมอกลับบอกว่าไม่ได้เป็นผลมาจากวซ  ขอให้ใช้โทรศัพท์มือถือแค่พอประมาณ และหมั่นกินตับ ทั้ง ๆที่ดิฉันก็ไม่ได้ให้ลูกใช้โทรศัพท์มือถือ”

            ตอนที่ไปตรวจซ้ำก็สั่งยาแก้ปวดตัวอื่นมาให้ แต่แม้ว่าจะผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ก็ยังไม่หาย คราวถัดมาก็ไปตรวจที่แผนกศัลยกรรมประสาทที่โรงพยาบาลทั่วไปตามคำแนะนำของเภสัชกรที่จ่ายยาให้  แต่ที่นั่นก็ตรวจออกมาเหมือนกันว่าไม่เกี่ยวกับวซ

“แม้จะผ่านไป 3 สัปดาห์แล้วแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น เลยไปตรวจที่แผนกศัลยกรรมประสาทอีกครั้ง โดยร้องขอให้ตรวจสอบอย่างละเอียดขึ้นอีกเพราะมันเป็นเรื่องผิดปกติที่ปวดศีรษะแบบนี้มาอย่างต่อเนื่อง  ทว่า คุณหมอกลับบอกว่า ผลข้างเคียงจากวซไม่น่าจะออกมาแบบนี้ ทางเราจ่ายได้แค่ยาแก้ปวดเท่านั้น  เลยร้องขอให้เขาตรวจสมองด้วยการ MRI ทางรพ.จึงยอมทำให้

ผลไม่พบความผิดปกติใดๆ  คุณหมอกลับปฏิเสธออกมาว่า ไม่สามารถทำอะไรไปได้มากกว่านี้แล้ว หากยังคงยืนยันว่าเป็นผลมาจากวซ ขอให้ไปหารพ.ที่สามารถตรวจให้ได้เอาเองละกัน”

ในที่สุดตอนปลายปี ด้วยการแนะนำจากคนที่รู้จักจึงได้พบรพ.ที่กรุณารับตรวจให้ นับเป็นครั้งแรกที่ได้รู้สึกว่าครอบครัวได้รับการช่วยเหลือ แต่ก็เป็นการรักษาแบบลองผิดลองถูก ปัจจุบันอาการที่เป็นอยู่ก็ยังเหมือนเดิม

“ลูกพยายามไปโรงเรียนแล้ว แต่ไม่อาจอดทนต่ออาการปวดหัวได้ สุดท้ายก็เรียนไม่ไหว ทุกวันต้องเลิกเรียนเร็วให้พ่อแม่มารับ เราที่เป็นพ่อแม่ก็แทบจะทรุดไปด้วยเหมือนกันต่อสภาพที่มองไม่เห็นว่าวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ใช้ชีวิตแต่ละวันไปได้จากกำลังใจจากครอบครัว”

 

แม้แต่การเสียชีวิตหลังจากฉีดก็เช่นกัน “ไม่มีสาเหตุที่เกี่ยวข้อง”

เมื่อฤดูกาลสอบเข้ามาถึง ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ก็ต่างออกข่าวเรื่องการให้นร.ที่จะเข้าสอบได้ฉีดก่อน และ ข่าวการปิดโรงเรียนเนื่องจากโอไมครอน แต่กลับไม่มีรายงานข่าวที่เผยถึงเสียงของเด็กๆที่ได้รับความทุกข์ทรมานหลังจากฉีดวซเลย แต่กรณีเช่นนี้ของพวกเด็กๆก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขและแรงงาน ทุกๆ 3 สัปดาห์จะมีการเปิดประชุม อนุกรรมการวซกับการฉีดป้องกัน และอนุกรรมการทบทวนผลข้างเคียง และเผยแพร่จำนวนรายงานอาการไม่พึงประสงค์ที่น่าสงสัยที่ได้รับรายงานมาจากสถาบันทางการแพทย์และบริษัทผู้ผลิตยา  ตามจำนวนล่าสุดที่เผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2022  จำนวนกรณีที่รายงานว่ามีความรุนแรงหลังจากฉีดวซ ในวัยรุ่น มีเพิ่มขึ้นถึง 387 ราย

นิยามคำว่า “ความรุนแรง” ของกระทรวงสาธารณสุขและแรงงาน หมายถึง กรณีจำเป็นต้องเข้ารพ. และเสียชีวิต หรือมีแนวโน้มจะอยู่ในสภาพผิดปกติหรือตกอยู่ในสภาพผิดปกติอย่าถาวร และรู้ได้ถึงสภาพที่ไม่เป็นปกติ   ยิ่งไปกว่านั้น ตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่ายังมีอีกหลายเคสที่ไม่ได้รับการรายงาน เนื่องจากแพทย์ไม่ยอมรับถึงความสัมพันธ์กับวซ

            เคสที่ถึงขั้นเสียชีวิตหลังจากฉีดในช่วงวัย 10 – 19 ปีมีรายงานถึง 5 ราย 

            หนึ่งในนั้น เป็นเด็กอายุ 13 ปี ที่อาศัยอยู่ในเมืองคามาคุระ จังหวัดคานางาวะ  ในวันที่ 30 ต.ค. 2021 เด็กคนนี้กลับมาบ้านหลังจากได้รับเข็มที่ 2   กินอาหาร 2 ชั่วโมงครึ่งหลังจากนั้น   4 ชั่วโมงหลังจากนั้นได้อาบน้ำตอนประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆ  แต่ครอบครัวมาพบว่ากำลังจมอยู่ในอ่างอาบน้ำ จึงนำตัวส่งรพ. และได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิต ครอบครัวของเด็กที่เสียชีวิตได้อ่านข้อความในที่ประชุมเมือง เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.

“ขอขอบคุณมากที่ออกมาเตือนและยกประเด็นการเสียชีวิตของเด็กช่วงวัย 10 – 19 ปี หลังจากฉีดวซโควิดขึ้นมา ลูกๆอันแสนล้ำค่าของดิฉัน หลายชั่วโมงหลังจากที่ไปฉีดวซมา กลับมีลักษณะผิดปกติอย่างฉับพลัน และได้จากโลกนี้ไปเสียแล้ว นับแต่นั้นมา ไม่ว่าอะไรก็ไม่อาจไว้ใจได้ แม้แต่เสียงใครก็ไม่รับรู้ ใช้ชีวิตอย่างทุรนทุราย ทั้งเจ็บปวดใจ และโศกเศร้า

ปรารถนาเหลือเกินที่จะทำให้หลักฐานในการเคยมีชีวิตอยู่ของลูกให้มีความหมายที่สุด ในที่สุดฉันก็เริ่มมีความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาจนได้ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ได้โปรดส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้เป็นวงกว้าง อย่างน้อยก็ขอให้ปกป้องรักษาร่างกายที่แข็งแรง และชีวิตของหนุ่มสาวทั้งหลายที่ยังมีอนาคต”

 

            เมื่อดูกรณีตัวอย่างของเด็กชายที่ได้รับการตีพิมพ์ในรายงายของคณะอนุกรรมการทบทวนผลข้างเคียงของกระทรวงสาธารณสุขและแรงงาน สถาบันทางการแพทย์สรุปว่ามีความเกี่ยวข้องกับวซ แต่หน่วยงานที่ชันสูตรพลิกศพตัดสินว่าไม่สามารถประเมินได้

            ส่วนการประเมินเมื่อวันที่ 21 ม.ค. โดยผู้เชี่ยวชาญของคณะอนุกรรมการเดียวกัน มีการบันทึกไว้ว่า “แม้จะพิจารณาได้ว่าเกิดหัวใจเต้นผิดปกติถึงขั้นเสียชีวิตจากอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน แต่จากผลของ Troponin (การตรวจสอบกล้ามเนื้อหัวใจตาย และกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ) จึงพิจารณาว่ามีความเป็นได้น้อยถึงความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจและสรุปผลว่าไม่สามารถประเมินได้ถึงสาเหตุการตายที่มีความสัมพันธ์กับวซเนื่องจากข้อมูลไม่เพียงพอ” 


แต่จะดีเหรอที่เราจะปล่อยให้กรณีที่เสียชีวิตเลยในวันที่ฉีด สรุปว่าไม่ทราบสาเหตุ?  

            นพ. เซจิ โคจิมะ ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ (แผนกกุมารเวช) มหาวิทยาลัยนาโงย่า ผู้เกี่ยวข้องในการวิจัยและรักษามะเร็งในเด็ก เช่น ลูคีเมีย และเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาพันธุกรรมบำบัด (Gene Therapy) ที่ได้ประยุกต์เทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกับวซโควิด กล่าวว่า

            “โดยพื้นฐานแล้ว วซมีไว้สำหรับคนที่มีสุขภาพแข็งแรงและสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติจนถึงตอนนั้น หากเสียชีวิตในวันที่ไปฉีดมา ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ครอบครัวจะสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับวซหรือไม่

แม้ว่าจะทำการตรวจสอบต่างๆแล้ว หากไม่พบความผิดปกติ หากพิจารณาปัจจัยอื่นๆไม่ได้ พื้นฐานของพยาธิวิทยาคือการพิจารณาหาว่าสิ่งนี้แหละเป็นสาเหตุ เคสที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ไม่อาจจะบอกได้ว่าไม่เกี่ยวกับวซ ผู้ป่วยนอกของผมก็เช่นกัน มีอาการเหนื่อยอ่อนหลังจากฉีดมา คนไข้ที่เป็นเด็กๆที่หยุดเรียนไปถึง 2 สัปดาห์ก็มี”

            วซโควิดที่มาจากไฟ-และโม- มีองค์ประกอบหลักเป็นยีนของโปรตีนไวรัสที่ถูกห่อหุ้มด้วยไขมัน ด้วยการฉีดเข้าไปในร่างกาย ยีนที่ถูกไขมันห่อหุ้มไว้จะเข้าไปในเซลล์ของร่างกาย เซลล์นั้นๆ จะเริ่มสร้างโปรตีนสไปค์ที่เป็นหนามยื่นออกมาซึ่งอยู่บนผิวของตัวไวรัส  เมื่อเซลล์ภูมิคุ้มกันตรวจจับสิ่งนี้ได้ แอนตี้บอดี้จึงสามารถต่อต้านไวรัสในร่างกายได้

            แม้แต่ในนิตยสาร Josei Seibun ฉบับวันที่ 3 ก.พ. 2022 ยังได้นำเสนอความคิดเห็นของทั้งแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยาว่า โปรตีนสไปค์น่าจะเป็น trigger ของอาการที่เกิดขึ้นภายหลังของวซ ซึ่งนพ. เซจิ โคจิมะก็ชี้ให้เห็นถึงความเป็นได้นี้เช่นกัน

“เป็นที่ทราบกันว่าเมื่อติดเชื้อโควิดแล้ว จะเกิดอาการอักเสบเนื่องจากสารที่หลั่งมาจากเซลล์ภูมิคุ้มกัน เกิดเป็นปรากฏการณ์ Cytokine Storm ที่ทำให้อวัยวะภายในเสียหาย แม้ภาพรวมทั้งหมดยังไม่กระจ่างชัดแต่โปรตีนสไปค์ที่ถูกสร้างมาจากวซก็สามารถก่อให้เกิด Cytokine Storm และอาจมีความเป็นไปได้ของปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการเหนื่อยอ่อน จากรายงานการวิจัยทั้งในและต่างประเทศก็บอกไว้”

 

ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ นพ. เซจิ โคจิมะจึงออกมาเตือนถึงความเสี่ยงที่มีมากกว่าผลดีในการฉีดให้เด็ก

“เดิมที แม้เด็กติดโควิด ส่วนใหญ่อาการเบาและไม่แสดงอาการ จากข้อมูลปัจจุบันเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่จังหวัดไอจิ  มีเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี มากกว่า 2 หมื่นคนที่มีผลตรวจเป็นบวก  และไม่มีวัยรุ่นคนใดที่ป่วยหนัก  ในทางกลับกัน กลับมีวัยรุ่นไม่น้อยที่มีความทุกข์ทรมานจากอาการที่เกิดขึ้นภายหลัง หรือเสียชีวิตหลังจากการฉีด”

            จากเคสทั่วประเทศญี่ปุ่น จำนวนเด็กวัยรุ่นที่มีอาการถึงชีวิตจากการติดโควิดมีเพียง 4 ราย  ณ ปัจจุบัน รายงานการเสียชีวิตหลังจากฉีดมีจำนวนลดลง เป็นเรื่องยากสำหรับเด็กเล็กที่ตัดสินใจด้วยตัวเอง  ดังนั้น เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน

 

ที่มา: https://www.news-postseven.com/archives/20220128_1722604.html?DETAIL








วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

นโยบายการจัดการกับโควิด -๑๙ ของประเทศไทยหลังการรับวัคซีนกับข้อเท็จจริงที่ถูกมองข้าม

      

 

        บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงทางสถติของสัดส่วนประชากรที่ติดเชื้อโควิด-๑๙  ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศหลังการรับวัคซีน  เพื่อเป็นข้อมูลให้ทั้งภาครัฐ สื่อมวลชน และ ประชาชน ได้ทบทวนมาตรการการเช็คประวัติการรับวัคซีนในการเดินทาง การใช้บริการจากหน่วย งานรัฐ เอกชน การสมัครเข้าทำงาน ว่าควรมีอยู่หรือไม่ในสังคมไทย รวมถึงประเด็น ที่ควรพิจารณาอย่างเร่งด่วน นั่นคือ นโยบายรับวัคซีนของเด็ก

        โดยบทความนี้จะใช้ข้อมูลทางสถติของจำนวนประชากรทั้งหมด จำนวนประชากรที่รับวัคซีน และ จำนวนประชากรทที่ติดโควิดมานำเสนอ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพิจารณา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีที่มาทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ

การใช้วัคซีนโควิด-๑๙ ในการรับมือกับปัญหาโควิดในประเทศไทย 

         ประเทศไทยเริ่มมีการฉีดวัคซีน มาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๔ และดูเหมือนว่า รัฐบาลไทยเลือกที่จะใช้การฉีดวัคซีนเป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหาโควิดจนถึงปัจจุบัน โดยขาดการพิจารณาสถิติและข้อมูล ทั้งจากประเทศฝั่งตะวันตกทที่รับวัคซีนก่อนเรา หรือจากข้อมูลในประเทศที่แจ้งสัดส่วนประชากรผู้ติดโควิด-๑๙ หลังจากการระดมฉีดไปแล้ว เพื่อทบทวนและปรับนโยบาย การจัดการต่อโรคให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งในแง่สุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมต่อไป 


Inform & Consent ขั้นตอนที่ถูกละเลย 

        แม้ว่า ในช่วงต้นปี๒๕๖๓ ซึ่งเป็นช่วงของการระบาดของไวรัสโควิด-๑๙  ทางรัฐบาลได้มีแนวทางทั้งการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจร ที่มีหลักฐานว่าสามารถดูแลผู้ป่วยโควิดในเรือนจำเชียงใหม่ได้ทั้งสี่พันกว่าราย และไม่มีผู้เสียชีวิต  แต่แนวทางการใช้ทางเลือกต่าง ๆ และการดูแลตนเองให้มภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่แข็งแรงกลับค่อยๆเลือนหายไปจากสื่อกระแสหลัก คงเหลือเพียงการประโคมข่าวการตรวจหาเชื้อจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน ยอดสะสม คลัสเตอร์ต่าง ๆ  Time Line ซึ่งเป็นการเน้นให้เกิดความตื่นกลัวมากกว่าการให้ความรู้กับประชาชน จากนั้นก็มีการพูดถึงการสั่งซื้อวัคซีนโควิด-๑๙ ยี่ห้อต่างๆ และช่วงเวลาที่จัดสรรวัคซีนให้แก่ประชาชน   แต่หลงลืมที่จะให้ข้อมูลที่สำคัญกว่าวัคซันโควิด -๑๙ ที่นำมาใช้ทั่วไป คือวัคซีนฉุกเฉินที่อยู่ในขั้นทดลอง ก่อนที่ประชาชนจะได้ลงชื่อยินยอมรับวัคซีนนี้เข้าร่างกาย


อ้างอิง https://www.healthline.com/health-news/heres-exactly-where-were-at-with-vaccines-and-treatments-f or-covid-19  เว็บไซด์healthline  ณ วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๕



        บริษัทประกาศเมื่อปลายเดือนตุลาคมว่าได้เสร็จสิ้นการสรรหาผู้เข้าร่วมการทดลองเฟส ๓ ทั้ง ๓๐,๐๐๐ คนแล้ว ซึ่งรวมถึงผู้คนมากกว่า ๗,๐๐๐ คนที่มีอายุเกิน ๖๕ ปีและคนอายุน้อยกว่า ๕,๐๐๐ คนที่เป็นโรคเรื้อรังที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ ที่รุนแรง

        ในช่วงต้นเดือนตุลาคม เจ้าหน้าที่ของบริษัทประกาศว่า วัคซีนของพวกเขาจะไม่มีจำหน่ายในวงกว้างจนถึงฤดูใบไม้ผลิปี ๒๐๒๑ ปลายเดือน  CEO ของ Moderna บอกกับนักลงทุนว่า ข้อมูลการทดลองและคณะกรรมการตรวจสอบความปลอดภัยสามารถเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลการ ศึกษาในเดือนพฤศจิกายน

        ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ของ Moderna รายงานว่าวัคซีนของพวกเขา บรรลุอัตราที่ได้ผลร้อยละ 94 ในผลการทดลองระยะที่ 3 เริ่มแรก  ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าจำเป็นต้องมีการทดสอบและข้อมูลเพิ่มเติม

        เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ของ Moderna กล่าวว่าพวกเขาจะยื่นขอวัคซีนกับ FDA เพื่อขออนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน

        จากข้อมูลข้างต้น คำจำกัดความของวัคซีนเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินตามความหมายของ FDA คือ ผู้รับวัคซีนจะได้รับอนุญาตให้ได้รับวัคซีน เฉพาะในช่วงระยะเวลาของการประกาศว่ามีสถานการณ์ที่สมเหตุสมผล ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ไม่เคยถูกนำมาพูดถึงให้ประชาชนรับทราบตามคำอธิบายเกี่ยวกับวัคซีนกรณีฉุกเฉิน (Approved for Emergency use)

อ้างอิงคำอธิบายเกี่ยวกับความหมายของวัคซีนกรณีฉุกเฉิน https://www.pfizer.com/news/press-release/press-release-detail/pfizer-and-biontech-initiate-study-evaluate-omicron-based

ข้อมูลจากเว๊บไซด์ของบริษัท Pfizer ณ วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๕

 

การใช้ข้อมูลทางสถิติ “จำนวนรับวัคซีนแล้วติดโควิด” ในการทบทวนนโยบายของรัฐ

ตารางที่ ๑ ประชากรในประเทศไทยรับวัคซีนแล้วกว่าร้อยละ ๗๕ 



ตารางที่ ๒


บาร์สีฟ้า แสดงถึงผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-๑๙) ที่ฉีดวัคซีนครบ ๒ โดสแล้ว

บาร์สีน้ำเงิน แสดงถึงผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-๑๙) ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนครบ หรือที่ไม่ได้แจ้งสถานะการฉีดวัคซีน



        สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี  รายงานสถานการณ์ "โควิดวันนี้" ผู้ป่วยยืนยันโควิด19 จ.นนทบุรี ประจำวันที่ 28 มกราคม 2565 จำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด 438 ราย  เพศหญิง 248 ราย เพศชาย 190 ราย ต่างชาติ 4 ราย (ลาว 4 ราย) มีอาการ 217 ราย คิดเป็น 49.54% ไม่มีอาการ 221 ราย คิดเป็น 50.46%

ประวัติการรับวัคซีนของผู้ติดเชื้อ

●     รับวัคซีนเข็มที่ 1 แล้ว 14 ราย 3.09 %

●     รับวัคซีนเข็มที่ 2 แล้ว 235 ราย 53.65 %

●     รับวัคซีนเข็มที่ 3 แล้ว 40 ราย 9.13 %

●     รับวัคซีนเข็มที่ 4 แล้ว 4 ราย 0.91%

(มีประวัติรับวัคซีน 293 ราย 66.89%) ไม่เคยได้รับวัคซีน 145 ราย 33.10%

อ้างอิง https://www.bangkokbiznews.com/news/985316             


เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลจากตารางที่ ๑ , ๒ และสัดส่วนของผู้ที่ติดโควิดจากสำนักงาน สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีข้างต้น แสดงให้เห็นว่าผู้ที่รับวัคซีนแล้วมีสัดส่วนการติดโควิด มากกว่าผู้ที่ยังไม่รับวัคซีน ซึ่งเป็นในทิศทางที่สอดคล้องกันกับข้อมูลจากรัฐเมสซาชูเซตส์

 

ความเสี่ยงที่ประชาชนต้องเผชิญกับนโยบายแก้ปัญหาโควิดโดยใช้วัคซีนเป็นทางออกเดียว

ตารางที่ ๓

ยอดผู้ได้รับผลข้างเคียง (ที่เข้าเกณฑ์) จำนวนทั้งสิ้น ๑๓,๙๐๔ ราย และรัฐจ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้วกว่า ๑,๒๐๐ ล้านบาท 


ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ณ วันที่  ๓๐ มกราคม ๒๕๖๕

 https://subsidy.nhso.go.th/subsidy/#/dashboard


        หลักฐานที่ได้แสดงมาจากแหล่งข้อมูลทั้งในไทยและต่างประเทศ ทั้งทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทางปรากฏการณ์จริง ทางสถิติ จากหน่วยงานสําคัญพร้อมการยืนยันโดยบุคคลสําคัญในหน่วยงานเหล่านี้ล้วนพิสูจน์ว่า

๑.วัคซีนไม่ได้สามารถป้องกันการติดหรือการแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่า (Covid-๑๙) ได้

โดยผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ ๒ โดสไปแล้ว ยังสามารถติด และแพร่เชื้อไม่ต่างกับผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน และในหลายกรณีกลับติดเชื้อและแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่า (Covid-๑๙) มากกว่าผู้ไม่ได้ฉีดวัคซีน

ขณะนี้จึงเหลือเพียงข้ออ้างที่ว่า วัคซีนช่วยให้ลดอาการจากหนักเป็นเบา แต่ถ้าได้พิจารณา ตามตารางที่ ๓ ที่แสดงให้เห็นถึงจำนวนประชากรไทย ที่รับวัคซีนมาแล้ว เกิดผลข้างเคียงกับร่างกาย กว่าหมื่นราย ยังไม่รวมผู้ที่ไม่เข้าข่าย ผู้ที่ถูกแพทย์ปฏิเสธว่าอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับวัคซีน (แม้ว่าก่อนรับวัคซีนจะมี ร่างกายแข็งแรง ปกติดี) และผู้ที่เกิดผล ข้างเคียงแต่ไม่ได้แจ้งกับแพทย์หรือ สปสช  คำถามคือ แนวทางการจัดการกับโรคไวรัส โคโรน่า(Covid-๑๙) ที่ใช้อยู่ขณะนี้ รัฐทำถูกทางแล้วหรือไม่?


แหล่งข่าว ไทยรัฐออนไลน์ https://www.thairath.co.th/news/local/2185415

๒.วัคซีนไม่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

ด้าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมาร เวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กระบุถึงภูมิคุ้มกันหมู่ว่า ปัจจุบันเห็นได้ชัดแล้วว่า วัคซีนทุกชนิดไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ เพียงแต่ลดความรุนแรงของโรค ลดอัตราการตายและผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วกับผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน เมื่อติดเชื้อปริมาณไวรัสที่อยู่ในตัวสามารถแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้ ดังนั้นวัคซีนที่ใช้ในขณะนี้ ไม่สามารถทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ เพราะถึงแม้มีภูมิคุ้มกันก็ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ เนื่องจากภูมิคุ้มกันลดลงตลอดเวลา แต่ลดความรุนแรงของโรคได้ พร้อมระบุด้วยว่าการฉีดวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ไม่สามารถนำมาใช้ได้ในขณะนี้ ทั้งๆที่แต่เดิมคิดว่าถ้าประชากรได้วัคซีนถึง 70 เปอร์เซ็นต์ แล้วโรคจะทุเลาลง แต่ความจริงแล้ว ประเทศที่ฉีดวัคซีนได้มากแล้วยังพบการระบาดของโรค พร้อมยกตัวอย่าง สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล


สิ่งที่รัฐบาลควรทบทวนต่อนโยบายการจัดการกับโควิด-๑๙ ของประเทศไทย

“ฉีดวัคซีนเพื่อส่วนรวม” ข้ออ้างที่ต้องทำให้กระจ่างและต้องหยุดใช้

        จากข้อมูลข้างต้นทั้งหมด แน่นอนว่าช่วงแรกของการใช้วัคซีน ข้อมูลด้านประสิทธิภาพของวัคซีน หรือผลข้างเคียงอาจไม่มากพอ  นโยบายที่รัฐเร่งให้ฉีดวัคซีนเพื่อหวังว่าจะทำให้กันติด กันแพร่ หรือแม้แต่เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ดูจะเป็นเรื่องสมเหตุผล และประชาชนจำนวนหนึ่งก็สมัครใจที่จะรับวัคซีน เพราะหวังว่าจะเกิดผลที่คาดหวังดังกล่าว จนกระทั่งเกิดแนวคิดแบ่งแยก รังเกียจว่ากลุ่มคนที่ไม่รับวัคซีนนั้นเห็นแก่ตัว ไม่ทำเพื่อสังคม แต่เมื่อการใช้วัคซีนเป็นไปอย่างแพร่หลาย และนานพอที่จะทำให้ได้รับข้อมูลที่แท้จริงมากขึ้น จนสามารถสรุปได้ว่า วัคซีนไม่ได้กันติด กันแพร่ และไม่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

 

ควรปรับเปลี่ยนมาตรการรัฐ เมื่อประสิทธภาพของวัคซีนไม่เป็นตามคาด

        เมื่อไม่มีหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ใดรองรับ การใช้มาตรการมีลักษณะแบ่งแยก ๒ มาตรฐาน อันเกิดจาการใช้เกณฑ์การรับวัคซีนเป็นตัวกำหนดจึงเหมือนการสนับสนุน ให้ประชาชนจำต้องยอมรับมาตรการดังกล่าวที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาวะของคนในสังคม แต่เป็นมาตรการที่มีลักษณะเหมือนกฎหมู่ มากกว่ากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ

        รัฐควรสื่อสารให้เกิดความเข้าใจต่อผลของการรับวัคซีนที่เกิดขึ้นนี้ และยกเลิก มาตรการการเข้ารับบริการ และใช้สถานที่ต่าง ๆ โดยใช้ข้อมูลในการรับวัคซีน ของแต่ละบุคคล เพราะเป็น มาตรการที่ขัดต่อหลักจริยธรรมจนกระทั่งเกิดคำถาม แก่ประชาชนว่ารัฐมีส่วนได้เสียใด กับบริษัทผู้ผลิตวัคซีน หรือไม่อย่างไร? ที่ทำให้ รัฐต้องใช้มาตราการเข้มงวดในการแสดงผล การรับวัคซีนอย่างที่เป็นอยู่ มาตรการดังกล่าว ไม่ส่งผลใด ๆ ต่อการติด หรือแพร่โรคต่อสังคม ซึ่งขัดกับจุดประสงค์ที่แท้จริงของการรับวัคซีน แต่มาตรการ แสดงผลรับวัคซีนนี้เป็นเพื่อใช้การ รับวัคซีน มาเป็นข้อต่อรอง และให้อภิสิทธิแก่ประชาชนชน กลุ่มหนึ่ง (กลุ่มที่บริษัทวัคซีนได้ผลประโยชน์) แต่กลั่นแกล้ง ลดทอนคุณค่า ทำให้ประชาชนอีกกลุ่มต้องลำบากในการใช้ ชีวิตประจำวัน การเข้าเรียน การทำงาน การเดินทาง การเข้ารับบริการ จากภาครัฐหรือเอกชน ซึ่งเป็นการละเมิดลิดรอนสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียม ที่พึงมีของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

        แนวทางล่าสุดของการจัดการสถาณการณ์โควิด รัฐบาลได้สั่งวัคซีน กว่า ๓ แสนโดส เพื่อพร้อมฉีดให้เด็กวัย ๕-๑๑ ปี จึงเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้น และจากผลการใช้ วัคซีนในผู้ใหญ่หรือไม่? เหตุใดรัฐบาล สาธารณสุข ศบค. จึงไม่แสดงออกถึงความพยายามในการใช้แนวทางอื่น ๆ ในการดูแลสุขภาวะของประชาชน นอกเหนือไปจากการย้ำคิด ย้ำทำ และมุ่งหวังจะใช้เพียง “วัคซีนขั้นทดลองและเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน” มาแก้ปัญหาให้กับสังคมไทย

 


ผลการตรวจเชื้อโควิดเป็นบวกลวง ปัญหา ผลกระทบ และแนวทางการแก้ไข

             


            
ปัจจุบันการระบุว่าผู้ใดติดเชื้อโควิดหรือไม่ จะใช้วิธีการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี Rt PCR การตรวจดังกล่าวเป็นวิธีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้ เป็นวิธีมาตรฐาน อย่างไรก็ดีเร็วๆนี้องค์การอนามัยโลกออกมายอมรับว่าวิธีดังกล่าวว่าอาจให้ผลบวกลวง ระบุว่า ผู้ที่ถูกตรวจมีเชื้อ ทั้งๆที่ในความจริง เขาไม่มีเชื้อ ผลบวกลวงดังกล่าว ส่งผลกระทบทั้งในระดับปัจเจกชน ไปจนถึงระดับชุมชน และระดับประเทศ ในระดับปัจเจกชน ทำให้บุคคลที่มีผลบวกลวง ต้องถูกกักตัวโดยไม่จำเป็น ก่อให้เกิดผลเสียทั้งทางสุขภาพและทางเศรษฐกิจ ในระดับชุมชน ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก โดยไม่จำเป็นอันส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจในชุมชน ในระดับประเทศ ทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณ บุคลากรทางการแพทย์ไปดูแลผู้ที่ไม่ได้ติดเชื้อจริง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก “ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ สามารถหลีกเลี่ยง
ได้”  สาเหตุโดยละเอียดของผลบวกลวงสามารถอ่านได้จากรายงานทางวิชาการจากเวปไซต์ข้างล่างนี้

https://cormandrostenreview.com/


สรุปย่อจากรายงาน 

        จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ ต่องานวิจัย (Corman-Drosten’s paper) ที่องค์การอนามัยโลกใช้ อ้างอิงเป็นมาตรฐานในการตรวจยืนยันการติดเชื้อโควิด พบว่ามีข้อผิดพลาดที่สำคัญทั้งหมด 10 ประการ คือ

1. มีการใช้ สารพันธุกรรมตั้งต้นในการขยายสัญญาณพันธุกรรม (primers) ในปริมาณความเข้มข้น ที่สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปที่ใช้ถึงสามเท่า การกระทำดังกล่าวมีผลให้มีการขยายรหัสพันธุกรรมที่ไม่จำเพาะเจาะจงต่อเชื้อไวรัสโควิดง่ายขึ้น ท าให้ไม่สามารถใช้ในการตรวจหาเชื้อ ไวรัสโควิด (SARS-Cov-2) ได้

2. การกำหนดรหัสพันธุกรรมของสารพันธุกรรมตั้งต้น (primers) ที่ระบุในงานวิจัยของ Corman-Drosten มีการกำหนดรหัสพันธุกรรม 6 ตำแหน่ง ว่าเป็นรหัสใดก็ได้ (รหัสพันธุกรรมมี 4 รหัส คือ A T C G) ท าให้ primers ที่ใช้ในการตรวจหาเชื้อมีความหลากหลาย แตกต่างกันได้ถึง 4 6 = 4,096 แบบซึ่งทำให้การตรวจด้วยวิธีนี้ ไม่ได้ดำเนินการอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน แต่ละห้องปฏิบัติการใช้ primers ที่ไม่เหมือนกัน  

3. การตรวจสารพันธุกรรมของไวรัสที่ระบุในงานวิจัยของ Corman-Drosten ตรวจหาส่วนของ พันธุกรรมไวรัส ที่ไม่ได้ครอบคลุมส่วนต้น กลาง ปลายของ ไวรัลจีโนม (Viral genome, พันธุกรรมทั้งหมดของไวรัส) โดยเลือกตรวจแค่ส่วนต้นและกลางของไวรัส ทำให้ผลการตรวจที่เป็นบวก อาจจะเป็นเพียงการพบซากครึ่งเดียวของไวรัส ที่ไม่สามารถแพร่เชื้อได้

4. ในการทำปฎิกิริยาเคมีเพื่อขยายสัญญาณพันธุกรรมนั้น ต้องกำหนดอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำปฎิกิริยา อุณหภูมิดังกล่าว ขึ้นอยู่กับ primer ที่ใช้ เนื่องจากในการขยายสัญญาณแต่ละจุด จะต้องใช้ primer สองอัน (ขยายสัญญาณมาจากคนละด้านจนมาพบกันตรงกลางแล้วจึงหยุด) อุณหภูมิที่ใช้ในการทำปฏิกิริยาจึงจำเป็นต้องเหมาะสมกับทั้งสอง primers (เพราะต้องให้ primers ทั้งสองทำงานพร้อมกัน)  จากงานวิจัยของ Corman-Drosten พบว่ามีการใช้ primers ที่ต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำปฏิกิริยาต่างกันถึง 10 องศาเซลเซียส (ปกติไม่ควรต่างกันเกิน 2 องศาเซลเซียส) ซึ่งแปลว่าในขณะที่ทำปฏิกิริยา PCR จะไม่สามารถกำหนดอุณหภูมิที่เหมาะสมกับทั้งสอง primers ได้ การกำหนดอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมนี้ ทำให้ primers จับกับส่วนพันธุกรรมเป้าหมายได้แย่ลง ลดความจำเพาะลง

5. การทำ PCR test เพื่อการตรวจหาเชื้อ ต้องกำหนดจำนวนรอบของการทำ PCR ที่เหมาะสม ค่า cut off ที่ใช้เป็นมาตรฐาน คือ 30 รอบ (แปลว่า ขยายสัญญาณขึ้น 2 ยกกำลัง 30 เท่า หรือ เท่ากับ 1,073,741,824 เท่า) ในงานวิจัยที่องค์การอนามัยโลกอ้างถึงดังกล่าวไม่มีการกำหนดค่านี้ไว้ และมีการใช้ PCR ขยายสัญญาณมากถึง 2 ยกกำลัง 40 เท่า (ในประเทศไทยใช้PCR test ที่ 35 ถึง 40 รอบ) ซึ่งจากงานวิจัยอื่นพบว่า การกำหนดจำนวนรอบ PCR ที่มากกว่า 35 ทำให้เกิดผลบวกที่ไม่มีความหมายทางคลินิก 

6. ในงานวิจัยของ Corman-Drosten ดังกล่าว ไม่มีการทดสอบยืนยันว่า ส่วนของสารพันธุกรรมที่ได้จากการขยายสัญญาณ เป็นส่วนของสารพันธุกรรมที่ต้องการขยายจริง สัญญาณพันธุกรรมที่ขยายจึงไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นสารพันธุกรรมของไวรัสโควิด

7. ในการตรวจหาเชื้อไวรัสโดยวิธี PCR ที่ใช้ไม่มีการกำหนด ตำแหน่งพันธุกรรมเป้าหมายที่มี ความจำเพาะต่อเชื้อโควิด อีกทั้งไม่มีการกำหนดการตรวจหาตำแหน่งพันธุกรรมที่พบในเชื้อโคโรนาไวรัสอื่นๆ แต่ไม่พบในเชื้อโควิด (negative control) ทำให้การตรวจหาเชื้อด้วยวิธีนี้ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการตรวจหาเชื้อโควิด

8. ไม่มีการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติการ (Standard operating procedure, SOP) ทำให้การตรวจหาสารในแต่ละห้องปฎิบัติการไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน 

9. งานวิจัยของ Corman-Drosten ไม่ได้รับการทบทวนความถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาเดียวกันที่มิได้มีส่วนได้ส่วนเสียในงานวิจัยดังกล่าว (peer review)

10. พบว่า ทีมผู้วิจัยของ Corman-Drosten paper มีผลประโยชน์ทับซ้อนมากมาย โดยหลายคนในทีมวิจัยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ผลิตชุด PCR kit เพื่อตรวจหาเชื้อโควิดออกมาขาย


จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ขอเสนอให้ รัฐบาล สั่งการให้

1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เปิดเผยรายละเอียดของวิธีตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR ที่ใช้อยู่ใน ประเทศไทย โดยระบุรายละเอียดทั้ง primers ที่ใช้ อุณหภูมิ จำนวนรอบฯลฯ ตามข้อสังเกตุ ด้านบน ให้สังคมได้รับทราบ

2. จัดตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนให้ร่วมตรวจสอบแนวทางการตรวจหาเชื้อโควิดที่ใช้ใน ปัจจุบันว่า มีข้อบกพร่องอันจะนำไปสู่การให้ผลบวกลวงหรือไม่ และถ้ามีในอัตราสูงแค่ไหน

3. ให้ข้อมูลต่อสังคมถึงความเป็นไปได้ของการได้ผลบวกลวง จากวิธีการตรวจ PCR ที่ทำอยู่ใน ประเทศต่างๆ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเป็นผลทำให้จำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อในประเทศนั้นๆสูงกว่าความเป็นจริงมาก

        ผลบวกลวง สร้างความตื่นตระหนกที่ไม่จำเป็นแก่สังคม ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ธุรกิจเล็กๆจำนวนมากมายที่จำต้องปิดกิจการลงเพราะความตื่นกลัวที่ไม่จำเป็นดังกล่าว มาตรการตรวจสอบที่เสนอดังกล่าว จึงเป็นมาตรการเร่งด่วนระดับชาติที่จำเป็นต้องดำเนินการในทันที

เรื่องเล่าหลังเข็ม 4

  เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ ขอหยิบpกเรื่องที่ คุณวิบูลย์ อิงคากุล นำมาบอกเล่าผ่านทางFB 🕀🕀🕀...