วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

การตัดสินใจที่ย้อนกลับไม่ได้

 

เมื่อรัฐบาลสั่งวัคซีน Pfizer รอฉีดให้เด็กไทยอายุ ๕-๑๑ ปี

เริ่มเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๕




บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบตัวเลขทางสถิติในเด็กที่ติดโควิดและ ความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากวัควีน เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการ แก้ปัญหาโควิด-๑๙ สำหรับกลุ่มเด็กอายุ ๕-๑๑ ปี

 

วัคซีนที่รัฐกำลังใช้กับเด็กอายุ ๕-๑๑ ปีนั้นเป็นวัคซีนสำหรับใช้ในภาวะฉุกเฉิน



อ้างอิงhttps://www.pfizer.com/news/press-release/press-release-detail/pfizer-and-biontech-initiate-study-evaluate-omicron-based ข้อมูลจากเว๊บไซด์ของบริษัท Pfizer ณ วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๕


การใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉินยังไม่ได้รับการอนุมัติหรืออนุญาตจากองค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา Food and Drug Administration (FDA)  แต่ได้รับอนุญาตจาก FDA ภายใต้การอนุญาตการใช้ฉุกเฉิน Emergency Use Authorization (EUA)  เพื่อป้องกันโรค Coronavirus ๒๐๑๙ (COVID-19) ในบุคคลอายุ ๕ ปีขึ้นไป การใช้ในกรณีฉุกเฉินจะได้รับอนุญาตเฉพาะในช่วงระยะเวลาของการประกาศว่ามีสถานการณ์ที่สมเหตุสมผลในการอนุญาต ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ในกรณีฉุกเฉินภายใต้มาตรา 564(b)(1) แห่งพระราชบัญญัติ FD&C เว้นแต่การประกาศจะยุติหรือเพิกถอนการอนุญาตเร็วกว่านี้ โปรดดูเอกสารข้อมูล EUA ที่ www.cvdvaccine-us.com 


จากข้อมูลข้างต้น ตามที่บริษัท Pfizer ระบุว่าวัคซีนที่จะใช้กับเด็ก ๕ ปีขึ้นไปจะใช้ในกรณี ฉุกเฉินและจะได้รับอนุญาตเฉพาะในช่วงระยะเวลาของการประกาศว่ามีสถานการณ์ที่สมเหตุ สมผล ข้อมูลดังกล่าวข้างต้นไม่เคยถูกนำมาพูดถึงให้ประชาชนหรือผู้ปกครองรับทราบ


เมื่อต่างประเทศเริ่มทบทวนมาตรการการใช้วัคซีนในเด็ก

อ้างอิง(รอยเตอร์)https://www.reuters.com/world/europe/sweden-decides-against-recommending-covid-vaccines-kids-aged-5-12-2022-01-27/

Jan 27 2022 (Reuters) - Sweden has decided against recommending COVID vaccines for kids aged 5-11, the Health Agency said on Thursday, arguing that the benefits did not outweigh the risks.

        สตอกโฮล์ม ๒๗ ม.ค. สวีเดนตัดสินใจไม่แนะนำวัคซีนโควิด-๑๙ สำหรับเด็กอายุ ๕-๑๑ ปี สำนักงานสาธารณสุข ระบุเมื่อวันพฤหัสบดี โดยโต้แย้งว่าประโยชน์ที่ได้จากวัคซีนนั้นน้อยกว่าผลข้างเคียง

         เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒ ปีในสวีเดนจะไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-๑๙  เว้นแต่พวกเขาจะมีอาการป่วยแฝง สำนักงานสาธารณสุขของประเทศกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากการปรึกษาหารือกับสมาคมและหน่วยงานกุมารเวชศาสตร์แล้ว หน่วยงานกล่าวว่าประโยชน์ของการฉีดวัคซีนเด็กที่มีสุขภาพดีน้อยกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

“ด้วยความรู้ที่เรามีในวันนี้ การมีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดโรคร้ายแรงสำหรับเด็ก เราไม่เห็นประโยชน์ที่ชัดเจนใด ๆ กับการฉีดวัคซีนเหล่านี้” เจ้าหน้าที่สาธารณสุข Britta Bjorkholm กล่าวในการแถลงข่าว

เธอเสริมว่าการตัดสินใจดังกล่าวสามารถกลับมาทบทวนได้อีกครั้งหากการวิจัยมีการเปลี่ยนแปลงหรือหากมีตัวแปรใหม่เปลี่ยนการแพร่ระบาด เด็กในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสามารถรับวัคซีนได้อยู่แล้ว

        อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการทั่วไปของหน่วยงาน Karin Tegmark Wisell กล่าวเสริมในงาน แถลงข่าวว่า "เรากำลังประเมินอย่างต่อเนื่องว่าการระบาดใหญ่ในสวีเดนและส่วนอื่นๆ ของโลกเป็นอย่างไร และจะทำการประเมินใหม่ก่อนภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วง"

        จะเห็นได้ว่าแนวทางการให้วัคซีนแก่เด็กอายุ ๕-๑๑ ปี ของสวีเดนนั้น เป็นแนวทางที่สอดคล้อง กับการให้วัคซีนในกรณีฉุกเฉิน ตามคำจำกัดความของ FDA ที่ให้พิจารณาตามสถานการณ์ที่เหมาะสม และพิจารณาการรับวัคซีนเป็นกรณีไป ต่างจากแนวทางของรัฐบาลไทยที่สนับสนุนให้เด็กรับวัคซีนกรณีฉุกเฉินอย่างทั่วถึง

 

เด็กติดโควิด แต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต อัตราการเสียชีวิตร้อยละ ๐.๐๑

        จากข้อมูลทางสถิติของเด็กในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยสถาบันกุมารแพทย์และโรงพยาบาลเด็ก

https://downloads.aap.org/AAP/PDF/AAP%20and%20CHA%20-%20Children%20and%20COVID-19%20State%20Data%20Report%201.20.22_FINAL.pdf

ตารางที่ ๑ การสำรวจจำนวนเด็กที่ติดโควิดตั้งแต่อายุ ๐-๒๐ ปี จาก ๔๙ มลรัฐ ในประเทศสหรัฐอเมริกา State Data Report: Summary of publicly reported data from 49 states, NYC, DC, PR, and GU


     

ตารางที่ ๒ ในช่องขวามือแสดงให้เห็นอัตราการตายของเด็กหลังจากติดโควิดร้อยละ ๐.๐๑ 


นั่นจึงเป็นเหตุให้หลาย ๆ ประเทศเริ่มพิจารณาและชั่งน้ำหนักถึงความเสี่ยงต่อชีวิตของเด็ก ระหว่างไวรัสโควิด กับ ผลข้างเคียงจากวัคซีน สิ่งใดมีความเสี่ยงมากกว่ากัน?

 

ผลข้างเคียงจากวัคซีน

ตารางที่ ๓ ข้อมูลจาก สปสช ณ วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๕ ยอดผู้ได้รับผลข้างเคียง (ที่เข้าเกณฑ์) จำนวนทั้งสิ้น ๑๓,๙๐๔ ราย และรัฐจ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้วกว่า ๑,๒๐๐ ล้านบาท




ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกจากเว็บไซด์ vigiaccess เกี่ยวกับผลข้างเคียงจากวัคซีนชนิดต่าง ๆ วัคซีนโควิด-๑๙ มียอดผู้ได้รับผลข้างเคียงมากกว่าสองล้านคน


อ้างอิง https://youtu.be/2b99qx-TCQ8


วัคซีนโควิด-๑๙ : ดูผลข้างเคียงหลังผู้ใหญ่ฉีดสูตรไขว้ นักเรียนรับไฟเซอร์

 

อ้างอิง https://www.bbc.com/thai/thailand-59207336 สำนักข่าว BBC ภาคภาษาไทยวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

 

ไฟเซอร์นักเรียน

กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยข้อมูลการฉีดไฟเซอร์ในกลุ่มนักเรียนอายุตั้งแต่ ๑๒-๑๘ ปี จนถึงวันที่ ๔ พ.ย. ว่า ฉีดเข็มแรกไปแล้ว ๒.๕ ล้านคน หรือกว่า ๕๖% ของกลุ่มเป้าหมาย กรมควบคุมโรค ระบุว่าได้รับรายงานว่ามีผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนเล็กน้อยในสัดส่วนที่เป็นปกติ  ส่วนที่มีอาการรุนแรงตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น ยังไม่มีการข้อสรุปว่ามีสาเหตุเกี่ยวข้องกับการรับวัคซีน

   

ราชบุรี- เด็กหญิงอายุ ๑๒ ปี ชั้น ป.๖ ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงปอด

เด็กหญิงอายุ ๑๒ ปี ชั้น ป.๖ ที่ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เริ่มมีอาการทางร่างกาย หลังจากฉีด วัคซีนไฟเซอร์เข็มแรกเป็นเวลา ๕ วัน นายพิพัฒพงศ์ ตันพานิช อายุ ๕๐ ปี พ่อของเด็กหญิง

ให้ข้อมูลว่า ได้พาบุตรสาวไปรับวัคซีนที่ศูนย์ฉีดวัคซีนของ รพ.เจ็ดเสมียน เมื่อวันที่ ๑๙ ต.ค. เมื่อกลับมาบ้าน พบว่ามีอาการเจ็บแขน ๓ วันและหาย หลังจากนั้นเริ่มไอแห้งหลังฉีดวัคซีน ไปแล้ว ๕ วัน ต่อมาในวันที่ ๒๕ ต.ค. เด็กหญิงเริ่มมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก เล็บมือและปากเขียว จึงไปพบแพทย์ที่คลินิก แต่แพทย์ได้รีบส่งตัวต่อที่ รพ.ราชบุรีในวันเดียวกัน

ในกลางดึกคืนนั้น รพ.ราชบุรี ตัดสินใจส่งตัวเด็กหญิงเข้ารักษาตัวที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ มหาราชินี กรุงเทพฯ เนื่องจากมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ต่อมาโรงพยาบาล แจ้งว่ามีอาการลิ่มเลือดอุดขั้วหัวใจ 2 ขั้ว ทำให้หัวใจบวม และมีเลือดไปอุดตันบริเวณเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงปอด ต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียู เป็นเวลา 6 วัน ก่อนอาการดีขึ้นตามลำดับ

 

ลำปาง- วัยรุ่นหญิง อายุ 16 เสียชีวิตหลังฉีดไฟเซอร์เข็ม 2

น.ส.อรจิรา จรูญโรจน์ ณ อยุธยา อายุ 16 ปี นักศึกษาชั้นที่ปี 1 วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง เสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา หลังเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ยี่ห้อไฟเซอร์ เข็มที่ 2 เมื่อวันที่ 27 ต.ค.ข้อมูลจากครอบครัวระบุว่า น.ส.อรจิรา รับวัคซีนไฟเซอร์เข็มที่ 1 เมื่อวันที่

6 ต.ค. หลังฉีดมีอาการปกติ และฉีดเข็มที่ 2 ในวันที่ 27 ต.ค. หลังฉีดวันแรกอาการปกติ แต่ใน วันที่ 28-29 ต.ค. เริ่มมีอาการปวดท้อง คล้ายท้องเสีย และมีอาเจียนร่วม ครอบครัวเข้าใจว่า เป็นอาการของอาหารเป็นพิษ เข้าห้องน้ำและอาเจียนตลอดทั้งคืน จึงรับประทาน พาราเซตามอล โจ๊ก เกลือแร่ และได้ซื้อยาแก้อาเจียนมารับประทาน หลังจากนั้นอาการท้องเสียดีขึ้น แต่ยังอาเจียนอยู่ แพทย์ตรวจร่างกายและระบุสาเหตุว่า มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 400 mmol/L และเกิดภาวะเลือดเป็นกรด ผู้ป่วยเริ่มหายใจเองไม่ได้ จนแพทย์ต้องเจาะคอใส่ท่อช่วยหายใจ ก่อนจะนำตัวเข้ารักษาในห้องไอซียู เป็นเวลา 3 วัน และเสียชีวิตในที่สุด ทางรพ.แจ้งกับครอบครัวว่า น.ส.อรจิรา เสียชีวิตด้วยสาเหตุหลอดเลือดในปอดมีลิ่มเลือดอุดกั้น ร่วมกับการติดเชื้อในกระแสเลือด  


เด็กชายวัย 12 ปี มีโรคประจำตัว เสียชีวิตหลังจากฉีดไฟเซอร์ 3 สัปดาห์

        ส่วนกรณีอื่น ๆ ที่กระทรวงสาธารณสุขสรุปแล้วว่าไม่เกี่ยวกับการฉีดัวคซีนไฟเซอร์ คือ กรณีเด็กชายวัย 12 ปี ในกรุงเทพฯ ป่วยเป็นโรคเบาหวนเรื้อรัง เสียชีวิตหลังจากฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 3 สัปดาห์  กรมควบคุมโรคชี้แจงว่าเมื่อวันที่ 1 ต.ต. ว่าเด็กชายป่วยเป็นโรคเบาหวานมาตั้งแต่แรกเกิด รักษาตัวด้วยการฉีดอินซูลินที่บ้านวันละ  3 เวลา และยังรักษาตัวอย่างต่อเนื่องที่โรงพยาบาลรามาธิบดี

        เด็กชายคนนี้ เข้ารับการฉีดวัคซีนเมือวันที่ 14 ก.ค. ซึ่งเป็นการฉีดให้เด็กที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว ต่อมาในวันที่ 12 ส.ค. หรือ 3 สัปดาห์หลังการฉีดวัคซีน เริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน กินอาการได้น้อย แต่ไม่มีอาการมือสั่น ใจสั่น ไม่ซึม ไม่เจ็บหน้าอก รวมทั้งไม่มีไข้หรืออาการเหนื่อยง่าย  ต่อมาในเช้าวันที่ 13 ส.ค. ผู้ปกครองพบว่าเด็กชายนอนไม่รู้สึกตัว จึงนำส่งโรงพยาบาล ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

        จากเนื้อหาข่าวทั้งหมดข้างต้นจะเห็นได้ว่า ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมีทั้งจากสาเหตุต่าง ๆ แต่ไม่มีแพทย์ท่านใดออกมาระบุว่าเกิดจากการฉีดวัคซีน ทั้ง ๆ ที่นักเรียนหลายคนที่ได้รับวัคซีนไป และเกิดผลข้างเคียง ล้วนเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงปกติมาก่อนการรับวัคซีน

 

 รัฐบาลไทยควรทบทวนนโยบายฉีดวัคซีนในเด็กหรือไม่?

        จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ตั้งแต่แนวทางการให้วัคซีนใช้ในกรณีฉุกเฉิน ควรเป็นสิ่งที่รัฐบาล ต้องพิจารณาว่าเด็กจำนวนมากควรรับวัคซีนชนิดนี้ตามแนวทางเดิมที่เกิดขึ้นกับนักเรียนอายุ ๑๒-๑๘ ปีที่มีการให้วัคซีนไปแล้วถึง ๒.๕ ล้านคนนั้นยังเรียกว่าเป็นการให้วัคซีนที่ถูกต้อง กับแนวทางของคุณสมบัติของวัคซีนกรณีฉุกเฉินหรือไม่?

        การที่รัฐบาลไม่ให้ข้อมูลที่ครบถ้วนแก่ประชาชนอาจทำให้เกิดผลเสียหายที่ตามมา เช่น ผู้ปกครองตัดสินใจให้บุตรหลานฉีด โดยไม่ได้ตระหนักถึงอาการข้างเคียงต่าง ๆ ที่มีตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงขั้นเสียชีวิต

        ดังนั้นคุณสมบัติ และความเสี่ยงด้านผลข้างเคียงของวัคซีนที่ใช้ในกรณีฉุกเฉินชนิดนี้ จึงควร ได้รับการทบทวน และพิจารณาอย่างเร่งด่วนก่อนเริ่มใช้นโยบายฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ ๕-๑๑ ปี

   

วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

วัคซีนโควิด จำเป็นสำหรับเด็กๆจริงหรือ?... เมื่อคนญี่ปุ่นก็ตั้งคำถามเดียวกัน

 




ผู้คนที่มีอาการไม่พึงประสงค์หลังจากรับวัคซีนมีครอบคลุมหลายช่วงวัย ที่น่ากังวลใจคือ จำเป็นสำหรับเด็กเล็กขนาดนั้นเชียวหรือ ในเมื่อแม้แต่ผู้ใหญ่ยังพบผู้ได้รับความทุกข์ทรมานทางกายตามมาภายหลัง ที่ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศที่ตั้งคำถามถึงความจำเป็นนี้ จนสื่อสิ่งพิมพ์ในญี่ปุ่นหลายสำนักพากันลงข่าวถึงผลข้างเคียงที่พบทั้งในผู้ใหญ่และเด็กอายุตั้ง 12 ปี ซึ่งได้รับไปแล้วก่อนหน้านี้  และเมื่อกระทรวงสาธารณสุขและแรงานของญี่ปุ่นได้อนุมัติให้ครอบคลุมไปถึงเด็กเล็กวัย 5 - 11ปี  บรรดาสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหลายจึงพากันทำสกู้ปตั้งคำถามเตือนประชาชานและเพื่อสะท้อนเสียงกลับไปยังภาครัฐ
นิตยสาร Josei Seven เป็นสื่อสิ่งพิมพ์สำนักหนึ่งที่ทำสกู้ปข่าวเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง  จึงขอนำสกู้ปล่าสุดมาให้อ่านกัน

〰〰〰〰〰〰〰〰〰〰〰〰〰〰〰〰

            ร่างกายผิดปกติไปจากเดิมหลังจากฉีดวซ ทั้งๆที่ฉีดไปเพื่อหน้าที่การงาน หรือเพื่อครอบครัวแท้ๆ

            นิตยสาร Josei Seven ของญี่ปุ่น ฉบับ 3 กุมภาพันธ์ 2022 (การวางแผงนิตยสารในญป. จะวางแผงเร็วกว่าวันที่ระบุฉบับที่) ได้ยกประเด็นความทุกข์ทรมานของผู้คนที่มีอาการลงในคอลัมน์เรื่อง “อาการที่เกิดขึ้นภายหลังของวซนั้นน่าสะพรึงกลัวกว่าโควิด” ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น ยังมีเด็กๆอีกด้วยที่สภาพร่างกายผิดปกติจนไม่สามารถไปโรงเรียนได้หลังจากฉีดวซไปแล้ว

จากเด็กที่เคยร่างกายแข็งแรงดี ถ้าจู่ ๆวันหนึ่งสุขภาพกลับย่ำแย่มาถึงจุดที่ไม่สามารถไปโรงเรียนได้  หากเป็นพ่อแม่ที่มีลูก คงจะเข้าใจดีถึงความเจ็บปวดใจนี้

ที่ผ่านมา อายุที่อนุมัติให้ฉีดวซโควิดได้คือตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป  แต่ทว่า เมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา  กระทรวงสาธารณสุขและแรงงาน ด้วยการประชุมของผู้เชี่ยวชาญ ได้ทำการอนุมัติเด็กตั้งแต่อายุ 5 ปีอยู่ในกลุ่มที่ต้องฉีด โดยมีกำหนดการณ์จะเริ่มต้นฉีดให้กับเด็กกลุ่มนี้กลางเดือนมีนาคม

อย่างไรก็ตาม วซมีความจำเป็นครอบคลุมไปถึงเด็กเล็กด้วยจริงหรือ ตามรายงานของนิตยสารนี้ ฉบับดังกล่าว ได้รายงานว่า มีผู้มีอาการที่เกิดขึ้นภายหลังจากฉีด ซึ่งไม่เว้นแม้แต่เด็กช่วงวัย 10 -19 ปีด้วย ไม่ใช่แค่พ่อแม่ แต่ผู้ใหญ่(ผู้ปกครอง)ที่มีความรับผิดชอบต่ออนาคต ก็น่าจะรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นในเด็กๆที่ฉีดไปก่อนหน้านี้แล้ว นักข่าวชื่อ โทรุ โทริดามาริ และทีมสัมภาษณ์ของนิตยสาร Josei Sebun รายงาน

 

เนื้อหาในตำราเรียนไม่เข้าหัว

ดช. H (อายุ 13 ปี) อาศัยอยู่ในภูมิภาคคันโต เป็นนร.มัธยมต้นที่ไปโรงเรียนอย่างมีพลังทุกวัน สุขภาพแข็งแรงทำกิจกรมมชมรมได้เต็มที่ แต่ทว่า หลังจากฉีดไปแล้วช่วงหลายปีก่อน แทบจะไปโรงเรียนไม่ได้เลย พ่อแม่ของดช. H ได้เล่าว่า

“เพราะได้ดูข่าวจากทีวีว่ามีเด็กที่ทุกข์ทรมานจากอาการที่เกิดขึ้นภายหลังของโควิด เลยรู้สึกกลัวจึงให้ลูกไปฉีด หลังจากไปฉีดวซที่โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ ๆ ตอนอยู่ในรถระหว่างทางกลับบ้านลูกก็มีอาการง่วงผิดปกติ นอกเหนือจากนี้ ก็ไม่ต่างจากปกติ กินอาหารค่ำได้ตามปกติด้วยเช่นกัน

วันถัดมา ต้องนอนพักเพราะมีไข้รุมๆ  วันที่ 2 ไข้ก็ลดลงแล้ว และออกไปปั่นจักรยานกับเพื่อน ๆที่รับปากกันไว้  แต่ระหว่างทางกลับบ้าน ลูกรู้สึกเหนื่อยอ่อนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ในที่สุดก็พาตัวเองกลับมาบ้านพร้อมจักรยานจนได้”

         จากนั้นก็อาบน้ำเลยทันที หลังจากอาบน้ำเสร็จได้ไม่นาน เหงื่อก็เริ่มออกมาก พอวัดอุณหภูมิร่างกายแล้ว มีไข้เกือบ ๆ 38องศา จากนั้นเป็นต้นมา แม้จะผ่านไป 4 เดือนแล้ว ตอนนี้ก็ยังมีอาการอ่อนระโหยโรยแรงอยู่

“อุณหภูมิร่างกายผันผวนขึ้นลงอย่างมาก ถึงระดับ 35 องศา และแม้แต่ตอนนี้ ก็ยังคงมีไข้ประมาณ 37.5 องศา  นอกเหนือจากตอนกินอาหารแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะนอน  จึงเป็นห่วงว่าจะเรียนไม่ทัน เลยบอกให้เขาอ่านหนังสือเรียน แต่ลูกบอกว่าไม่สามารถจดจ่อได้อย่างต่อเนื่อง อ่านอย่างไรก็ไม่เข้าหัว แม้แต่การทำงานของโทรศัพท์มือถือก็งงๆ เลยได้แต่นั่งจ้องหน้าจออยู่อย่างนั้น”

ความผิดปกติของดช. H ไม่ได้มีเพียงเท่านี้

“เดิมทีจะเป็นเด็กที่ชอบกินแฮมเบอร์เกอร์ สเต็ก เนื้อย่าง แต่ตั้งแต่ร่างกายผิดปกติไป ก็บอกว่าไม่อยากกิน จะยอมกินเฉพาะผักหรือเนื้อไก่ฉีกที่ต้มในน้ำซุปรสชาติอ่อนๆเท่านั้น  อาจเป็นเพราะไม่ได้ออกกำลังกาย เลยไม่ค่อยอยากอาหาร กินได้ในปริมาณน้อย

หลังจากนั้น กลายเป็นว่ามีความรู้สึกไวมากต่อเสียงและความเจ็บปวด แค่เรียกชื่อก็ยังกลัวจนตัวสั่นก็มี พอถามว่าทำไม ลูกก็ตอบว่า รู้สึกถูกเรียกกะทันหัน เพราะเหม่อลอยอยู่ตลอด  อีกทั้งเพราะไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างเพียงพอ ดิฉันเลยคิดว่าจะนวดให้ แต่แค่ตีเบาๆที่หลัง ก็รู้สึกเจ็บปวดมาก”

 

วันที่ไปโรงเรียนได้ก็มี แต่ไม่สามารถจดจ่อกับการเรียนได้ และกลับมาบ้านในสภาพอิดโรย ให้ออกไปข้างนอกด้วยกัน อย่างพาสุนัขไปเดินเล่น ใช้เวลาไป 30 นาที พอกลับมาก็ล้มตัวลงนอนแล้วบ่นว่าเหนื่อย

“เพราะหยุดเรียนมาตลอด เวลาออกไปข้างนอกก็รู้สึกไม่ดีเวลาเจอเพื่อนร่วมชั้น ดูเหมือนมีความท้อแท้ ทั้งการเรียนช้าไม่ทันเพื่อน และกับสภาพร่างกายที่ไม่ปกติ  จะมีวิธีการใดบ้างหนอที่จะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้”

 

ยังมีนักเรียนมัธยมต้นที่อยู่ในภูมิภาคคันโตคนอื่น ๆ อีกที่ไม่สามารถไปโรงเรียนได้เนื่องจากปวดหัวอย่างรุนแรงหลังจากที่ฉีดมาแล้ว จากอีเมลที่ตอบกลับมาจากบรรดาผู้ปกครองโดยมีเงื่อนไขไม่ให้มีการเปิดเผยอายุและเพศ

 

“เริ่มมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงโดยทันทีหลังจากไปฉีดครั้งที่ 2 เมื่อต้นเดือนพ.ย. ปีก่อน  แม้จะกินยาแก้ปวดที่หมอประจำครอบครัวสั่งให้ ก็ไม่ได้ผลเลย ผ่านไป 1 สัปดาห์ก็ยังไม่หาย  พอไปรับการตรวจซ้ำ หมอกลับบอกว่าไม่ได้เป็นผลมาจากวซ  ขอให้ใช้โทรศัพท์มือถือแค่พอประมาณ และหมั่นกินตับ ทั้ง ๆที่ดิฉันก็ไม่ได้ให้ลูกใช้โทรศัพท์มือถือ”

            ตอนที่ไปตรวจซ้ำก็สั่งยาแก้ปวดตัวอื่นมาให้ แต่แม้ว่าจะผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ก็ยังไม่หาย คราวถัดมาก็ไปตรวจที่แผนกศัลยกรรมประสาทที่โรงพยาบาลทั่วไปตามคำแนะนำของเภสัชกรที่จ่ายยาให้  แต่ที่นั่นก็ตรวจออกมาเหมือนกันว่าไม่เกี่ยวกับวซ

“แม้จะผ่านไป 3 สัปดาห์แล้วแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น เลยไปตรวจที่แผนกศัลยกรรมประสาทอีกครั้ง โดยร้องขอให้ตรวจสอบอย่างละเอียดขึ้นอีกเพราะมันเป็นเรื่องผิดปกติที่ปวดศีรษะแบบนี้มาอย่างต่อเนื่อง  ทว่า คุณหมอกลับบอกว่า ผลข้างเคียงจากวซไม่น่าจะออกมาแบบนี้ ทางเราจ่ายได้แค่ยาแก้ปวดเท่านั้น  เลยร้องขอให้เขาตรวจสมองด้วยการ MRI ทางรพ.จึงยอมทำให้

ผลไม่พบความผิดปกติใดๆ  คุณหมอกลับปฏิเสธออกมาว่า ไม่สามารถทำอะไรไปได้มากกว่านี้แล้ว หากยังคงยืนยันว่าเป็นผลมาจากวซ ขอให้ไปหารพ.ที่สามารถตรวจให้ได้เอาเองละกัน”

ในที่สุดตอนปลายปี ด้วยการแนะนำจากคนที่รู้จักจึงได้พบรพ.ที่กรุณารับตรวจให้ นับเป็นครั้งแรกที่ได้รู้สึกว่าครอบครัวได้รับการช่วยเหลือ แต่ก็เป็นการรักษาแบบลองผิดลองถูก ปัจจุบันอาการที่เป็นอยู่ก็ยังเหมือนเดิม

“ลูกพยายามไปโรงเรียนแล้ว แต่ไม่อาจอดทนต่ออาการปวดหัวได้ สุดท้ายก็เรียนไม่ไหว ทุกวันต้องเลิกเรียนเร็วให้พ่อแม่มารับ เราที่เป็นพ่อแม่ก็แทบจะทรุดไปด้วยเหมือนกันต่อสภาพที่มองไม่เห็นว่าวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ใช้ชีวิตแต่ละวันไปได้จากกำลังใจจากครอบครัว”

 

แม้แต่การเสียชีวิตหลังจากฉีดก็เช่นกัน “ไม่มีสาเหตุที่เกี่ยวข้อง”

เมื่อฤดูกาลสอบเข้ามาถึง ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ก็ต่างออกข่าวเรื่องการให้นร.ที่จะเข้าสอบได้ฉีดก่อน และ ข่าวการปิดโรงเรียนเนื่องจากโอไมครอน แต่กลับไม่มีรายงานข่าวที่เผยถึงเสียงของเด็กๆที่ได้รับความทุกข์ทรมานหลังจากฉีดวซเลย แต่กรณีเช่นนี้ของพวกเด็กๆก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขและแรงงาน ทุกๆ 3 สัปดาห์จะมีการเปิดประชุม อนุกรรมการวซกับการฉีดป้องกัน และอนุกรรมการทบทวนผลข้างเคียง และเผยแพร่จำนวนรายงานอาการไม่พึงประสงค์ที่น่าสงสัยที่ได้รับรายงานมาจากสถาบันทางการแพทย์และบริษัทผู้ผลิตยา  ตามจำนวนล่าสุดที่เผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2022  จำนวนกรณีที่รายงานว่ามีความรุนแรงหลังจากฉีดวซ ในวัยรุ่น มีเพิ่มขึ้นถึง 387 ราย

นิยามคำว่า “ความรุนแรง” ของกระทรวงสาธารณสุขและแรงงาน หมายถึง กรณีจำเป็นต้องเข้ารพ. และเสียชีวิต หรือมีแนวโน้มจะอยู่ในสภาพผิดปกติหรือตกอยู่ในสภาพผิดปกติอย่าถาวร และรู้ได้ถึงสภาพที่ไม่เป็นปกติ   ยิ่งไปกว่านั้น ตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่ายังมีอีกหลายเคสที่ไม่ได้รับการรายงาน เนื่องจากแพทย์ไม่ยอมรับถึงความสัมพันธ์กับวซ

            เคสที่ถึงขั้นเสียชีวิตหลังจากฉีดในช่วงวัย 10 – 19 ปีมีรายงานถึง 5 ราย 

            หนึ่งในนั้น เป็นเด็กอายุ 13 ปี ที่อาศัยอยู่ในเมืองคามาคุระ จังหวัดคานางาวะ  ในวันที่ 30 ต.ค. 2021 เด็กคนนี้กลับมาบ้านหลังจากได้รับเข็มที่ 2   กินอาหาร 2 ชั่วโมงครึ่งหลังจากนั้น   4 ชั่วโมงหลังจากนั้นได้อาบน้ำตอนประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆ  แต่ครอบครัวมาพบว่ากำลังจมอยู่ในอ่างอาบน้ำ จึงนำตัวส่งรพ. และได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิต ครอบครัวของเด็กที่เสียชีวิตได้อ่านข้อความในที่ประชุมเมือง เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.

“ขอขอบคุณมากที่ออกมาเตือนและยกประเด็นการเสียชีวิตของเด็กช่วงวัย 10 – 19 ปี หลังจากฉีดวซโควิดขึ้นมา ลูกๆอันแสนล้ำค่าของดิฉัน หลายชั่วโมงหลังจากที่ไปฉีดวซมา กลับมีลักษณะผิดปกติอย่างฉับพลัน และได้จากโลกนี้ไปเสียแล้ว นับแต่นั้นมา ไม่ว่าอะไรก็ไม่อาจไว้ใจได้ แม้แต่เสียงใครก็ไม่รับรู้ ใช้ชีวิตอย่างทุรนทุราย ทั้งเจ็บปวดใจ และโศกเศร้า

ปรารถนาเหลือเกินที่จะทำให้หลักฐานในการเคยมีชีวิตอยู่ของลูกให้มีความหมายที่สุด ในที่สุดฉันก็เริ่มมีความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาจนได้ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ได้โปรดส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้เป็นวงกว้าง อย่างน้อยก็ขอให้ปกป้องรักษาร่างกายที่แข็งแรง และชีวิตของหนุ่มสาวทั้งหลายที่ยังมีอนาคต”

 

            เมื่อดูกรณีตัวอย่างของเด็กชายที่ได้รับการตีพิมพ์ในรายงายของคณะอนุกรรมการทบทวนผลข้างเคียงของกระทรวงสาธารณสุขและแรงงาน สถาบันทางการแพทย์สรุปว่ามีความเกี่ยวข้องกับวซ แต่หน่วยงานที่ชันสูตรพลิกศพตัดสินว่าไม่สามารถประเมินได้

            ส่วนการประเมินเมื่อวันที่ 21 ม.ค. โดยผู้เชี่ยวชาญของคณะอนุกรรมการเดียวกัน มีการบันทึกไว้ว่า “แม้จะพิจารณาได้ว่าเกิดหัวใจเต้นผิดปกติถึงขั้นเสียชีวิตจากอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน แต่จากผลของ Troponin (การตรวจสอบกล้ามเนื้อหัวใจตาย และกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ) จึงพิจารณาว่ามีความเป็นได้น้อยถึงความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจและสรุปผลว่าไม่สามารถประเมินได้ถึงสาเหตุการตายที่มีความสัมพันธ์กับวซเนื่องจากข้อมูลไม่เพียงพอ” 


แต่จะดีเหรอที่เราจะปล่อยให้กรณีที่เสียชีวิตเลยในวันที่ฉีด สรุปว่าไม่ทราบสาเหตุ?  

            นพ. เซจิ โคจิมะ ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ (แผนกกุมารเวช) มหาวิทยาลัยนาโงย่า ผู้เกี่ยวข้องในการวิจัยและรักษามะเร็งในเด็ก เช่น ลูคีเมีย และเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาพันธุกรรมบำบัด (Gene Therapy) ที่ได้ประยุกต์เทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกับวซโควิด กล่าวว่า

            “โดยพื้นฐานแล้ว วซมีไว้สำหรับคนที่มีสุขภาพแข็งแรงและสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติจนถึงตอนนั้น หากเสียชีวิตในวันที่ไปฉีดมา ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ครอบครัวจะสงสัยว่ามีความเกี่ยวข้องกับวซหรือไม่

แม้ว่าจะทำการตรวจสอบต่างๆแล้ว หากไม่พบความผิดปกติ หากพิจารณาปัจจัยอื่นๆไม่ได้ พื้นฐานของพยาธิวิทยาคือการพิจารณาหาว่าสิ่งนี้แหละเป็นสาเหตุ เคสที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ไม่อาจจะบอกได้ว่าไม่เกี่ยวกับวซ ผู้ป่วยนอกของผมก็เช่นกัน มีอาการเหนื่อยอ่อนหลังจากฉีดมา คนไข้ที่เป็นเด็กๆที่หยุดเรียนไปถึง 2 สัปดาห์ก็มี”

            วซโควิดที่มาจากไฟ-และโม- มีองค์ประกอบหลักเป็นยีนของโปรตีนไวรัสที่ถูกห่อหุ้มด้วยไขมัน ด้วยการฉีดเข้าไปในร่างกาย ยีนที่ถูกไขมันห่อหุ้มไว้จะเข้าไปในเซลล์ของร่างกาย เซลล์นั้นๆ จะเริ่มสร้างโปรตีนสไปค์ที่เป็นหนามยื่นออกมาซึ่งอยู่บนผิวของตัวไวรัส  เมื่อเซลล์ภูมิคุ้มกันตรวจจับสิ่งนี้ได้ แอนตี้บอดี้จึงสามารถต่อต้านไวรัสในร่างกายได้

            แม้แต่ในนิตยสาร Josei Seibun ฉบับวันที่ 3 ก.พ. 2022 ยังได้นำเสนอความคิดเห็นของทั้งแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันวิทยาว่า โปรตีนสไปค์น่าจะเป็น trigger ของอาการที่เกิดขึ้นภายหลังของวซ ซึ่งนพ. เซจิ โคจิมะก็ชี้ให้เห็นถึงความเป็นได้นี้เช่นกัน

“เป็นที่ทราบกันว่าเมื่อติดเชื้อโควิดแล้ว จะเกิดอาการอักเสบเนื่องจากสารที่หลั่งมาจากเซลล์ภูมิคุ้มกัน เกิดเป็นปรากฏการณ์ Cytokine Storm ที่ทำให้อวัยวะภายในเสียหาย แม้ภาพรวมทั้งหมดยังไม่กระจ่างชัดแต่โปรตีนสไปค์ที่ถูกสร้างมาจากวซก็สามารถก่อให้เกิด Cytokine Storm และอาจมีความเป็นไปได้ของปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการเหนื่อยอ่อน จากรายงานการวิจัยทั้งในและต่างประเทศก็บอกไว้”

 

ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้ นพ. เซจิ โคจิมะจึงออกมาเตือนถึงความเสี่ยงที่มีมากกว่าผลดีในการฉีดให้เด็ก

“เดิมที แม้เด็กติดโควิด ส่วนใหญ่อาการเบาและไม่แสดงอาการ จากข้อมูลปัจจุบันเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่จังหวัดไอจิ  มีเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี มากกว่า 2 หมื่นคนที่มีผลตรวจเป็นบวก  และไม่มีวัยรุ่นคนใดที่ป่วยหนัก  ในทางกลับกัน กลับมีวัยรุ่นไม่น้อยที่มีความทุกข์ทรมานจากอาการที่เกิดขึ้นภายหลัง หรือเสียชีวิตหลังจากการฉีด”

            จากเคสทั่วประเทศญี่ปุ่น จำนวนเด็กวัยรุ่นที่มีอาการถึงชีวิตจากการติดโควิดมีเพียง 4 ราย  ณ ปัจจุบัน รายงานการเสียชีวิตหลังจากฉีดมีจำนวนลดลง เป็นเรื่องยากสำหรับเด็กเล็กที่ตัดสินใจด้วยตัวเอง  ดังนั้น เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน

 

ที่มา: https://www.news-postseven.com/archives/20220128_1722604.html?DETAIL








วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

นโยบายการจัดการกับโควิด -๑๙ ของประเทศไทยหลังการรับวัคซีนกับข้อเท็จจริงที่ถูกมองข้าม

      

 

        บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงทางสถติของสัดส่วนประชากรที่ติดเชื้อโควิด-๑๙  ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศหลังการรับวัคซีน  เพื่อเป็นข้อมูลให้ทั้งภาครัฐ สื่อมวลชน และ ประชาชน ได้ทบทวนมาตรการการเช็คประวัติการรับวัคซีนในการเดินทาง การใช้บริการจากหน่วย งานรัฐ เอกชน การสมัครเข้าทำงาน ว่าควรมีอยู่หรือไม่ในสังคมไทย รวมถึงประเด็น ที่ควรพิจารณาอย่างเร่งด่วน นั่นคือ นโยบายรับวัคซีนของเด็ก

        โดยบทความนี้จะใช้ข้อมูลทางสถติของจำนวนประชากรทั้งหมด จำนวนประชากรที่รับวัคซีน และ จำนวนประชากรทที่ติดโควิดมานำเสนอ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพิจารณา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีที่มาทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ

การใช้วัคซีนโควิด-๑๙ ในการรับมือกับปัญหาโควิดในประเทศไทย 

         ประเทศไทยเริ่มมีการฉีดวัคซีน มาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๔ และดูเหมือนว่า รัฐบาลไทยเลือกที่จะใช้การฉีดวัคซีนเป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหาโควิดจนถึงปัจจุบัน โดยขาดการพิจารณาสถิติและข้อมูล ทั้งจากประเทศฝั่งตะวันตกทที่รับวัคซีนก่อนเรา หรือจากข้อมูลในประเทศที่แจ้งสัดส่วนประชากรผู้ติดโควิด-๑๙ หลังจากการระดมฉีดไปแล้ว เพื่อทบทวนและปรับนโยบาย การจัดการต่อโรคให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนทั้งในแง่สุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมต่อไป 


Inform & Consent ขั้นตอนที่ถูกละเลย 

        แม้ว่า ในช่วงต้นปี๒๕๖๓ ซึ่งเป็นช่วงของการระบาดของไวรัสโควิด-๑๙  ทางรัฐบาลได้มีแนวทางทั้งการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจร ที่มีหลักฐานว่าสามารถดูแลผู้ป่วยโควิดในเรือนจำเชียงใหม่ได้ทั้งสี่พันกว่าราย และไม่มีผู้เสียชีวิต  แต่แนวทางการใช้ทางเลือกต่าง ๆ และการดูแลตนเองให้มภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่แข็งแรงกลับค่อยๆเลือนหายไปจากสื่อกระแสหลัก คงเหลือเพียงการประโคมข่าวการตรวจหาเชื้อจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน ยอดสะสม คลัสเตอร์ต่าง ๆ  Time Line ซึ่งเป็นการเน้นให้เกิดความตื่นกลัวมากกว่าการให้ความรู้กับประชาชน จากนั้นก็มีการพูดถึงการสั่งซื้อวัคซีนโควิด-๑๙ ยี่ห้อต่างๆ และช่วงเวลาที่จัดสรรวัคซีนให้แก่ประชาชน   แต่หลงลืมที่จะให้ข้อมูลที่สำคัญกว่าวัคซันโควิด -๑๙ ที่นำมาใช้ทั่วไป คือวัคซีนฉุกเฉินที่อยู่ในขั้นทดลอง ก่อนที่ประชาชนจะได้ลงชื่อยินยอมรับวัคซีนนี้เข้าร่างกาย


อ้างอิง https://www.healthline.com/health-news/heres-exactly-where-were-at-with-vaccines-and-treatments-f or-covid-19  เว็บไซด์healthline  ณ วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๕



        บริษัทประกาศเมื่อปลายเดือนตุลาคมว่าได้เสร็จสิ้นการสรรหาผู้เข้าร่วมการทดลองเฟส ๓ ทั้ง ๓๐,๐๐๐ คนแล้ว ซึ่งรวมถึงผู้คนมากกว่า ๗,๐๐๐ คนที่มีอายุเกิน ๖๕ ปีและคนอายุน้อยกว่า ๕,๐๐๐ คนที่เป็นโรคเรื้อรังที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ ที่รุนแรง

        ในช่วงต้นเดือนตุลาคม เจ้าหน้าที่ของบริษัทประกาศว่า วัคซีนของพวกเขาจะไม่มีจำหน่ายในวงกว้างจนถึงฤดูใบไม้ผลิปี ๒๐๒๑ ปลายเดือน  CEO ของ Moderna บอกกับนักลงทุนว่า ข้อมูลการทดลองและคณะกรรมการตรวจสอบความปลอดภัยสามารถเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลการ ศึกษาในเดือนพฤศจิกายน

        ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ของ Moderna รายงานว่าวัคซีนของพวกเขา บรรลุอัตราที่ได้ผลร้อยละ 94 ในผลการทดลองระยะที่ 3 เริ่มแรก  ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าจำเป็นต้องมีการทดสอบและข้อมูลเพิ่มเติม

        เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ของ Moderna กล่าวว่าพวกเขาจะยื่นขอวัคซีนกับ FDA เพื่อขออนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน

        จากข้อมูลข้างต้น คำจำกัดความของวัคซีนเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินตามความหมายของ FDA คือ ผู้รับวัคซีนจะได้รับอนุญาตให้ได้รับวัคซีน เฉพาะในช่วงระยะเวลาของการประกาศว่ามีสถานการณ์ที่สมเหตุสมผล ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ไม่เคยถูกนำมาพูดถึงให้ประชาชนรับทราบตามคำอธิบายเกี่ยวกับวัคซีนกรณีฉุกเฉิน (Approved for Emergency use)

อ้างอิงคำอธิบายเกี่ยวกับความหมายของวัคซีนกรณีฉุกเฉิน https://www.pfizer.com/news/press-release/press-release-detail/pfizer-and-biontech-initiate-study-evaluate-omicron-based

ข้อมูลจากเว๊บไซด์ของบริษัท Pfizer ณ วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๕

 

การใช้ข้อมูลทางสถิติ “จำนวนรับวัคซีนแล้วติดโควิด” ในการทบทวนนโยบายของรัฐ

ตารางที่ ๑ ประชากรในประเทศไทยรับวัคซีนแล้วกว่าร้อยละ ๗๕ 



ตารางที่ ๒


บาร์สีฟ้า แสดงถึงผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-๑๙) ที่ฉีดวัคซีนครบ ๒ โดสแล้ว

บาร์สีน้ำเงิน แสดงถึงผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-๑๙) ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนครบ หรือที่ไม่ได้แจ้งสถานะการฉีดวัคซีน



        สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี  รายงานสถานการณ์ "โควิดวันนี้" ผู้ป่วยยืนยันโควิด19 จ.นนทบุรี ประจำวันที่ 28 มกราคม 2565 จำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด 438 ราย  เพศหญิง 248 ราย เพศชาย 190 ราย ต่างชาติ 4 ราย (ลาว 4 ราย) มีอาการ 217 ราย คิดเป็น 49.54% ไม่มีอาการ 221 ราย คิดเป็น 50.46%

ประวัติการรับวัคซีนของผู้ติดเชื้อ

●     รับวัคซีนเข็มที่ 1 แล้ว 14 ราย 3.09 %

●     รับวัคซีนเข็มที่ 2 แล้ว 235 ราย 53.65 %

●     รับวัคซีนเข็มที่ 3 แล้ว 40 ราย 9.13 %

●     รับวัคซีนเข็มที่ 4 แล้ว 4 ราย 0.91%

(มีประวัติรับวัคซีน 293 ราย 66.89%) ไม่เคยได้รับวัคซีน 145 ราย 33.10%

อ้างอิง https://www.bangkokbiznews.com/news/985316             


เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลจากตารางที่ ๑ , ๒ และสัดส่วนของผู้ที่ติดโควิดจากสำนักงาน สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรีข้างต้น แสดงให้เห็นว่าผู้ที่รับวัคซีนแล้วมีสัดส่วนการติดโควิด มากกว่าผู้ที่ยังไม่รับวัคซีน ซึ่งเป็นในทิศทางที่สอดคล้องกันกับข้อมูลจากรัฐเมสซาชูเซตส์

 

ความเสี่ยงที่ประชาชนต้องเผชิญกับนโยบายแก้ปัญหาโควิดโดยใช้วัคซีนเป็นทางออกเดียว

ตารางที่ ๓

ยอดผู้ได้รับผลข้างเคียง (ที่เข้าเกณฑ์) จำนวนทั้งสิ้น ๑๓,๙๐๔ ราย และรัฐจ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้วกว่า ๑,๒๐๐ ล้านบาท 


ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ณ วันที่  ๓๐ มกราคม ๒๕๖๕

 https://subsidy.nhso.go.th/subsidy/#/dashboard


        หลักฐานที่ได้แสดงมาจากแหล่งข้อมูลทั้งในไทยและต่างประเทศ ทั้งทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทางปรากฏการณ์จริง ทางสถิติ จากหน่วยงานสําคัญพร้อมการยืนยันโดยบุคคลสําคัญในหน่วยงานเหล่านี้ล้วนพิสูจน์ว่า

๑.วัคซีนไม่ได้สามารถป้องกันการติดหรือการแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่า (Covid-๑๙) ได้

โดยผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ ๒ โดสไปแล้ว ยังสามารถติด และแพร่เชื้อไม่ต่างกับผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน และในหลายกรณีกลับติดเชื้อและแพร่เชื้อไวรัสโคโรน่า (Covid-๑๙) มากกว่าผู้ไม่ได้ฉีดวัคซีน

ขณะนี้จึงเหลือเพียงข้ออ้างที่ว่า วัคซีนช่วยให้ลดอาการจากหนักเป็นเบา แต่ถ้าได้พิจารณา ตามตารางที่ ๓ ที่แสดงให้เห็นถึงจำนวนประชากรไทย ที่รับวัคซีนมาแล้ว เกิดผลข้างเคียงกับร่างกาย กว่าหมื่นราย ยังไม่รวมผู้ที่ไม่เข้าข่าย ผู้ที่ถูกแพทย์ปฏิเสธว่าอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับวัคซีน (แม้ว่าก่อนรับวัคซีนจะมี ร่างกายแข็งแรง ปกติดี) และผู้ที่เกิดผล ข้างเคียงแต่ไม่ได้แจ้งกับแพทย์หรือ สปสช  คำถามคือ แนวทางการจัดการกับโรคไวรัส โคโรน่า(Covid-๑๙) ที่ใช้อยู่ขณะนี้ รัฐทำถูกทางแล้วหรือไม่?


แหล่งข่าว ไทยรัฐออนไลน์ https://www.thairath.co.th/news/local/2185415

๒.วัคซีนไม่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

ด้าน ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมาร เวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กระบุถึงภูมิคุ้มกันหมู่ว่า ปัจจุบันเห็นได้ชัดแล้วว่า วัคซีนทุกชนิดไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ เพียงแต่ลดความรุนแรงของโรค ลดอัตราการตายและผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วกับผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน เมื่อติดเชื้อปริมาณไวรัสที่อยู่ในตัวสามารถแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นได้ ดังนั้นวัคซีนที่ใช้ในขณะนี้ ไม่สามารถทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ เพราะถึงแม้มีภูมิคุ้มกันก็ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ เนื่องจากภูมิคุ้มกันลดลงตลอดเวลา แต่ลดความรุนแรงของโรคได้ พร้อมระบุด้วยว่าการฉีดวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ไม่สามารถนำมาใช้ได้ในขณะนี้ ทั้งๆที่แต่เดิมคิดว่าถ้าประชากรได้วัคซีนถึง 70 เปอร์เซ็นต์ แล้วโรคจะทุเลาลง แต่ความจริงแล้ว ประเทศที่ฉีดวัคซีนได้มากแล้วยังพบการระบาดของโรค พร้อมยกตัวอย่าง สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล


สิ่งที่รัฐบาลควรทบทวนต่อนโยบายการจัดการกับโควิด-๑๙ ของประเทศไทย

“ฉีดวัคซีนเพื่อส่วนรวม” ข้ออ้างที่ต้องทำให้กระจ่างและต้องหยุดใช้

        จากข้อมูลข้างต้นทั้งหมด แน่นอนว่าช่วงแรกของการใช้วัคซีน ข้อมูลด้านประสิทธิภาพของวัคซีน หรือผลข้างเคียงอาจไม่มากพอ  นโยบายที่รัฐเร่งให้ฉีดวัคซีนเพื่อหวังว่าจะทำให้กันติด กันแพร่ หรือแม้แต่เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ดูจะเป็นเรื่องสมเหตุผล และประชาชนจำนวนหนึ่งก็สมัครใจที่จะรับวัคซีน เพราะหวังว่าจะเกิดผลที่คาดหวังดังกล่าว จนกระทั่งเกิดแนวคิดแบ่งแยก รังเกียจว่ากลุ่มคนที่ไม่รับวัคซีนนั้นเห็นแก่ตัว ไม่ทำเพื่อสังคม แต่เมื่อการใช้วัคซีนเป็นไปอย่างแพร่หลาย และนานพอที่จะทำให้ได้รับข้อมูลที่แท้จริงมากขึ้น จนสามารถสรุปได้ว่า วัคซีนไม่ได้กันติด กันแพร่ และไม่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่

 

ควรปรับเปลี่ยนมาตรการรัฐ เมื่อประสิทธภาพของวัคซีนไม่เป็นตามคาด

        เมื่อไม่มีหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ใดรองรับ การใช้มาตรการมีลักษณะแบ่งแยก ๒ มาตรฐาน อันเกิดจาการใช้เกณฑ์การรับวัคซีนเป็นตัวกำหนดจึงเหมือนการสนับสนุน ให้ประชาชนจำต้องยอมรับมาตรการดังกล่าวที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาวะของคนในสังคม แต่เป็นมาตรการที่มีลักษณะเหมือนกฎหมู่ มากกว่ากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ

        รัฐควรสื่อสารให้เกิดความเข้าใจต่อผลของการรับวัคซีนที่เกิดขึ้นนี้ และยกเลิก มาตรการการเข้ารับบริการ และใช้สถานที่ต่าง ๆ โดยใช้ข้อมูลในการรับวัคซีน ของแต่ละบุคคล เพราะเป็น มาตรการที่ขัดต่อหลักจริยธรรมจนกระทั่งเกิดคำถาม แก่ประชาชนว่ารัฐมีส่วนได้เสียใด กับบริษัทผู้ผลิตวัคซีน หรือไม่อย่างไร? ที่ทำให้ รัฐต้องใช้มาตราการเข้มงวดในการแสดงผล การรับวัคซีนอย่างที่เป็นอยู่ มาตรการดังกล่าว ไม่ส่งผลใด ๆ ต่อการติด หรือแพร่โรคต่อสังคม ซึ่งขัดกับจุดประสงค์ที่แท้จริงของการรับวัคซีน แต่มาตรการ แสดงผลรับวัคซีนนี้เป็นเพื่อใช้การ รับวัคซีน มาเป็นข้อต่อรอง และให้อภิสิทธิแก่ประชาชนชน กลุ่มหนึ่ง (กลุ่มที่บริษัทวัคซีนได้ผลประโยชน์) แต่กลั่นแกล้ง ลดทอนคุณค่า ทำให้ประชาชนอีกกลุ่มต้องลำบากในการใช้ ชีวิตประจำวัน การเข้าเรียน การทำงาน การเดินทาง การเข้ารับบริการ จากภาครัฐหรือเอกชน ซึ่งเป็นการละเมิดลิดรอนสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียม ที่พึงมีของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

        แนวทางล่าสุดของการจัดการสถาณการณ์โควิด รัฐบาลได้สั่งวัคซีน กว่า ๓ แสนโดส เพื่อพร้อมฉีดให้เด็กวัย ๕-๑๑ ปี จึงเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้น และจากผลการใช้ วัคซีนในผู้ใหญ่หรือไม่? เหตุใดรัฐบาล สาธารณสุข ศบค. จึงไม่แสดงออกถึงความพยายามในการใช้แนวทางอื่น ๆ ในการดูแลสุขภาวะของประชาชน นอกเหนือไปจากการย้ำคิด ย้ำทำ และมุ่งหวังจะใช้เพียง “วัคซีนขั้นทดลองและเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน” มาแก้ปัญหาให้กับสังคมไทย

 


ผลการตรวจเชื้อโควิดเป็นบวกลวง ปัญหา ผลกระทบ และแนวทางการแก้ไข

             


            
ปัจจุบันการระบุว่าผู้ใดติดเชื้อโควิดหรือไม่ จะใช้วิธีการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี Rt PCR การตรวจดังกล่าวเป็นวิธีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้ เป็นวิธีมาตรฐาน อย่างไรก็ดีเร็วๆนี้องค์การอนามัยโลกออกมายอมรับว่าวิธีดังกล่าวว่าอาจให้ผลบวกลวง ระบุว่า ผู้ที่ถูกตรวจมีเชื้อ ทั้งๆที่ในความจริง เขาไม่มีเชื้อ ผลบวกลวงดังกล่าว ส่งผลกระทบทั้งในระดับปัจเจกชน ไปจนถึงระดับชุมชน และระดับประเทศ ในระดับปัจเจกชน ทำให้บุคคลที่มีผลบวกลวง ต้องถูกกักตัวโดยไม่จำเป็น ก่อให้เกิดผลเสียทั้งทางสุขภาพและทางเศรษฐกิจ ในระดับชุมชน ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก โดยไม่จำเป็นอันส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจในชุมชน ในระดับประเทศ ทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณ บุคลากรทางการแพทย์ไปดูแลผู้ที่ไม่ได้ติดเชื้อจริง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก “ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ สามารถหลีกเลี่ยง
ได้”  สาเหตุโดยละเอียดของผลบวกลวงสามารถอ่านได้จากรายงานทางวิชาการจากเวปไซต์ข้างล่างนี้

https://cormandrostenreview.com/


สรุปย่อจากรายงาน 

        จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ ต่องานวิจัย (Corman-Drosten’s paper) ที่องค์การอนามัยโลกใช้ อ้างอิงเป็นมาตรฐานในการตรวจยืนยันการติดเชื้อโควิด พบว่ามีข้อผิดพลาดที่สำคัญทั้งหมด 10 ประการ คือ

1. มีการใช้ สารพันธุกรรมตั้งต้นในการขยายสัญญาณพันธุกรรม (primers) ในปริมาณความเข้มข้น ที่สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปที่ใช้ถึงสามเท่า การกระทำดังกล่าวมีผลให้มีการขยายรหัสพันธุกรรมที่ไม่จำเพาะเจาะจงต่อเชื้อไวรัสโควิดง่ายขึ้น ท าให้ไม่สามารถใช้ในการตรวจหาเชื้อ ไวรัสโควิด (SARS-Cov-2) ได้

2. การกำหนดรหัสพันธุกรรมของสารพันธุกรรมตั้งต้น (primers) ที่ระบุในงานวิจัยของ Corman-Drosten มีการกำหนดรหัสพันธุกรรม 6 ตำแหน่ง ว่าเป็นรหัสใดก็ได้ (รหัสพันธุกรรมมี 4 รหัส คือ A T C G) ท าให้ primers ที่ใช้ในการตรวจหาเชื้อมีความหลากหลาย แตกต่างกันได้ถึง 4 6 = 4,096 แบบซึ่งทำให้การตรวจด้วยวิธีนี้ ไม่ได้ดำเนินการอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน แต่ละห้องปฏิบัติการใช้ primers ที่ไม่เหมือนกัน  

3. การตรวจสารพันธุกรรมของไวรัสที่ระบุในงานวิจัยของ Corman-Drosten ตรวจหาส่วนของ พันธุกรรมไวรัส ที่ไม่ได้ครอบคลุมส่วนต้น กลาง ปลายของ ไวรัลจีโนม (Viral genome, พันธุกรรมทั้งหมดของไวรัส) โดยเลือกตรวจแค่ส่วนต้นและกลางของไวรัส ทำให้ผลการตรวจที่เป็นบวก อาจจะเป็นเพียงการพบซากครึ่งเดียวของไวรัส ที่ไม่สามารถแพร่เชื้อได้

4. ในการทำปฎิกิริยาเคมีเพื่อขยายสัญญาณพันธุกรรมนั้น ต้องกำหนดอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำปฎิกิริยา อุณหภูมิดังกล่าว ขึ้นอยู่กับ primer ที่ใช้ เนื่องจากในการขยายสัญญาณแต่ละจุด จะต้องใช้ primer สองอัน (ขยายสัญญาณมาจากคนละด้านจนมาพบกันตรงกลางแล้วจึงหยุด) อุณหภูมิที่ใช้ในการทำปฏิกิริยาจึงจำเป็นต้องเหมาะสมกับทั้งสอง primers (เพราะต้องให้ primers ทั้งสองทำงานพร้อมกัน)  จากงานวิจัยของ Corman-Drosten พบว่ามีการใช้ primers ที่ต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำปฏิกิริยาต่างกันถึง 10 องศาเซลเซียส (ปกติไม่ควรต่างกันเกิน 2 องศาเซลเซียส) ซึ่งแปลว่าในขณะที่ทำปฏิกิริยา PCR จะไม่สามารถกำหนดอุณหภูมิที่เหมาะสมกับทั้งสอง primers ได้ การกำหนดอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมนี้ ทำให้ primers จับกับส่วนพันธุกรรมเป้าหมายได้แย่ลง ลดความจำเพาะลง

5. การทำ PCR test เพื่อการตรวจหาเชื้อ ต้องกำหนดจำนวนรอบของการทำ PCR ที่เหมาะสม ค่า cut off ที่ใช้เป็นมาตรฐาน คือ 30 รอบ (แปลว่า ขยายสัญญาณขึ้น 2 ยกกำลัง 30 เท่า หรือ เท่ากับ 1,073,741,824 เท่า) ในงานวิจัยที่องค์การอนามัยโลกอ้างถึงดังกล่าวไม่มีการกำหนดค่านี้ไว้ และมีการใช้ PCR ขยายสัญญาณมากถึง 2 ยกกำลัง 40 เท่า (ในประเทศไทยใช้PCR test ที่ 35 ถึง 40 รอบ) ซึ่งจากงานวิจัยอื่นพบว่า การกำหนดจำนวนรอบ PCR ที่มากกว่า 35 ทำให้เกิดผลบวกที่ไม่มีความหมายทางคลินิก 

6. ในงานวิจัยของ Corman-Drosten ดังกล่าว ไม่มีการทดสอบยืนยันว่า ส่วนของสารพันธุกรรมที่ได้จากการขยายสัญญาณ เป็นส่วนของสารพันธุกรรมที่ต้องการขยายจริง สัญญาณพันธุกรรมที่ขยายจึงไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นสารพันธุกรรมของไวรัสโควิด

7. ในการตรวจหาเชื้อไวรัสโดยวิธี PCR ที่ใช้ไม่มีการกำหนด ตำแหน่งพันธุกรรมเป้าหมายที่มี ความจำเพาะต่อเชื้อโควิด อีกทั้งไม่มีการกำหนดการตรวจหาตำแหน่งพันธุกรรมที่พบในเชื้อโคโรนาไวรัสอื่นๆ แต่ไม่พบในเชื้อโควิด (negative control) ทำให้การตรวจหาเชื้อด้วยวิธีนี้ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการตรวจหาเชื้อโควิด

8. ไม่มีการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติการ (Standard operating procedure, SOP) ทำให้การตรวจหาสารในแต่ละห้องปฎิบัติการไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน 

9. งานวิจัยของ Corman-Drosten ไม่ได้รับการทบทวนความถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาเดียวกันที่มิได้มีส่วนได้ส่วนเสียในงานวิจัยดังกล่าว (peer review)

10. พบว่า ทีมผู้วิจัยของ Corman-Drosten paper มีผลประโยชน์ทับซ้อนมากมาย โดยหลายคนในทีมวิจัยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ผลิตชุด PCR kit เพื่อตรวจหาเชื้อโควิดออกมาขาย


จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ขอเสนอให้ รัฐบาล สั่งการให้

1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เปิดเผยรายละเอียดของวิธีตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR ที่ใช้อยู่ใน ประเทศไทย โดยระบุรายละเอียดทั้ง primers ที่ใช้ อุณหภูมิ จำนวนรอบฯลฯ ตามข้อสังเกตุ ด้านบน ให้สังคมได้รับทราบ

2. จัดตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนให้ร่วมตรวจสอบแนวทางการตรวจหาเชื้อโควิดที่ใช้ใน ปัจจุบันว่า มีข้อบกพร่องอันจะนำไปสู่การให้ผลบวกลวงหรือไม่ และถ้ามีในอัตราสูงแค่ไหน

3. ให้ข้อมูลต่อสังคมถึงความเป็นไปได้ของการได้ผลบวกลวง จากวิธีการตรวจ PCR ที่ทำอยู่ใน ประเทศต่างๆ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเป็นผลทำให้จำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อในประเทศนั้นๆสูงกว่าความเป็นจริงมาก

        ผลบวกลวง สร้างความตื่นตระหนกที่ไม่จำเป็นแก่สังคม ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ธุรกิจเล็กๆจำนวนมากมายที่จำต้องปิดกิจการลงเพราะความตื่นกลัวที่ไม่จำเป็นดังกล่าว มาตรการตรวจสอบที่เสนอดังกล่าว จึงเป็นมาตรการเร่งด่วนระดับชาติที่จำเป็นต้องดำเนินการในทันที

วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565

การใส่หน้ากากในมุมมองทางจิตวิทยา

 

ในสภาวะการณ์ปัจจุบันการแพร่ระบาดของโรคโควิดทำให้เราเห็นมาตรการป้องกันในรูปแบบต่างๆทั้ง มาตรการด้านสังคมและมาตรการป้องกันระดับบุคคลที่เน้นกันมากที่สุคคือ การใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งมีการบังคับโดยใช้กฎหมายให้ใส่เวลาที่ออกจากบ้าน  

ในบทความนี้จะไม่พูดถึงประสิทธิภาพของการใส่หน้ากากว่า ช่วยป้องกันการติดเชื้อได้มากน้อยแค่ไหน เพราะขึ้นกับชนิดของหน้ากากที่ใช้ และวิธีการใส่ ตลอดจนปัจจัย อื่นๆที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย  แต่คงต้องเน้นว่าการใส่หน้ากากนั้นไม่ได้ป้องกันการแพร่เชื้อได้มากอย่างที่เข้าใจ ที่สำคัญ ในบริเวณที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ในที่โล่งแจ้งกลางแดดซึ่งความเสี่ยงในการติดเชื้อต่ำมากๆอยู่แล้ว การใส่หน้ากากไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อลงเลย ซ้ำร้ายอาจจะก่อให้เกิดผลเสียอีกด้วย ผลเสียอะไรบ้าง ตามอ่านดูด้านล่างนี้กัน

ผลกระทบต่อการพัฒนาการทางจิตใจจากการใส่หน้ากาก 

เป็นที่ทราบกันดีว่าวัยเด็กเป็นวัยแห่งการพัฒนาการ สิ่งที่เกิดขึ้นกับกระบวนการพัฒนาการของเด็กมีผลกับเด็กคนนั้นไปตลอดชีวิต การสนับสนุนกระบวนการพัฒนาการของเด็กให้เป็นไปตามปกติจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในการพัฒนาการทางด้านจิตใจนั้น 

ความสามารถสำคัญอันหนึ่งคือ ความสามารถในการรับรู้อารมณ์ ของผู้อื่น ความสามารถนี้สอดคล้องไปในทางเดียวกับความสามารถในการรับรู้อารมณ์ตนเอง ความสามารถใน การรับรู้อารมณ์นี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการบอกเล่า หรือ สอนด้วยการบรรยาย แต่จะเกิดได้จากการมีประสบการณ์จริง ได้ทำ ได้ปฏิบัติ เหมือนกับการฝึกทักษะด้านอื่นๆ การฝึกทักษะเพื่อรับรู้อารมณ์นี้เกิดขึ้น ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน โดยเด็กจะรับรู้อารมณ์ผู้อื่นจากการแสดงออกของคนใกล้ตัว จากการสังเกตสีหน้า ท่าทางของบุคคลรอบข้าง 

ส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่ในการสื่อสารอารมณ์ คือ ปาก ริมฝีปาก การที่เด็ก เห็นริมฝีปาก เห็นรอยยิ้ม หรือ รูปปากอื่นๆจะช่วยให้เด็กคาดเดาอารมณ์ของผู้อื่นได้ ความสามารถในการคาดเดาอารมณ์ของผู้อื่นนี้ จะช่วยให้เด็ก มีความเข้าใจ “จิตใจ” ผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ซึ่งช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะในการเข้าสังคมดีขึ้น การพัฒนาความสามารถในการเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่นนี้ ยังมีผลกลับมายังความสามารถในการเข้าใจอารมณ์ของตนเองด้วย ความสามารถในการเข้าใจอารมณ์ของตนเองนี้เป็นหัวใจสำคัญในการจัดการกับปัญหาทางอารมณ์ของเด็กไปตลอดชีวิต 

การใส่หน้ากากจึงมีผลกระทบด้านลบมากต่อกระบวนการพัฒนาดังกล่าว การใส่หน้ากาก ยังเป็นการกระตุ้นให้เด็กเกิดความ “กลัว” กลัวอันตรายจากเชื้อโรค กลัวอันตรายจากสิ่งที่มองไม่เห็น ซึ่งทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาในภาวะที่คิดว่ามีอันตรายรอบๆตัว ซึ่งเป็นสภาวะเดียวกันกับผู้ป่วย โรคย้ำคิดย้ำทำที่คิดว่า ทุกหนทุกแห่งมีเชื้อโรคอยู่และต้องล้างมือซ้ำๆบ่อยๆ ความกังวลดังกล่าวก่อให้เกิด ความระแวง ความรู้สึกไม่ปลอดภัย ทำให้เด็กต้องอยู่กับความกลัวที่เกินจริงนี้ไปตลอดชีวิต 

นอกจากผลข้างต้นแล้ว การใส่หน้ากากยังมีผลต่อการแสดงความคิดเห็น การแสดงความรู้สึกของเด็ก การปิดปากเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อฟังแบบไม่มีข้อโต้แย้ง การยอมรับโดยไม่สามารถแสดงความคิดเห็นของตนได้ ซึ่งมีผลทำให้เด็กยอมรับว่า ตนไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นใดๆได้

ผลกระทบทางอ้อมทางจิตใจต่อเด็ก 

นอกจากผลกระทบทางตรงดังกล่าวข้างต้นแล้ว การใส่หน้ากากยังก่อให้เกิดผลกระทบทางอ้อมด้วย กล่าวคือ นอกจากจะทำให้เด็กเกิดความวิตกกังวลแล้ว หน้ากากยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดความกังวลในผู้ใหญ่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายาย ครู อาจารย์ หรือ ผู้ใหญ่อื่นๆที่อยู่รอบๆตัวเด็ก ความกังวลเหล่านี้ จะทำให้คนเหล่านั้น ต่อว่า ดุด่า ตำหนิ กล่าวโทษ เด็กถ้าหากเด็กไม่ใส่หน้ากากหรือ ใส่หน้ากากในลักษณะที่ไม่เหมาะสม ความวิตกกังวลของผู้ใหญ่ การต่อว่าเด็กในเรื่องนี้ล้วนมีผลต่อการพัฒนาการทางจิตใจของเด็กทั้งสิ้น

ผลของการใส่หน้ากากต่อการพัฒนาทางร่างกาย 

การใส่หน้ากากนอกจากจะมีผลเสียต่อจิตใจของเด็กแล้ว การใส่หน้ากากยังมีผลเสียต่อพัฒนาการ ทางด้านร่างกายของเด็กด้วย พัฒนาการที่สำคัญ คือ พัฒนาการของระบบภูมิคุ้มกัน 

เป็นที่ทราบกันดีว่า เด็กแรกเกิดนั้นระบบภูมิคุ้มกันหลักที่ทำงานคือ ระบบภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด ( Innate immune system ) โดยภายหลังเมื่อเด็กติดเชื้อก็จะค่อยๆพัฒนาภูมิคุ้มกันที่ได้จากการติดเชื้อ หรือ acquired immunity ขึ้นมา โดยพบว่า acquired immunity นี้มี “ความจำ” ที่ทำให้ร่างกายสามารถจดจำเชื้อโรค และจัดการกับเชื้อโรคได้ดีขึ้น 

ข้อมูลใหม่พบว่า innate immunity นั้นก็มี “ความจำ” ซึ่งทำให้เกิดแนวคิดใหม่ “trained immunity ” แนวคิดนี้บอกว่า การเลี้ยงเด็กแบบ “ไข่ในหิน” ไม่ได้เผชิญกับ จุลินทรีย์ (เชื้อโรค) เลยจะทำให้ภูมิคุ้มกันของเด็กอ่อนแอ ไม่แข็งแรง เสมือนกับการที่ไม่ให้เด็กออกกำลังกาย ไม่ให้เคลื่อนไหว อุ้มเด็กไว้ตลอดเวลา สุดท้าย กล้ามเนื้อของเด็กก็จะลีบเล็ก การกันไม่ให้เด็กได้เผชิญกับจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ ไม่ได้เล่นดินเล่นทราย ก็จะเกิดผลเช่นเดียวกัน การใส่หน้ากากทำให้เด็กไม่ได้เผชิญกับจุลินทรีย์ที่มีอยู่ทั่วไปตามปกติในอากาศ ทำให้ภูมิคุ้มกันของระบบทางเดินหายใจของเด็กไม่แข็งแรง 

นอกจากผลต่อภูมิคุ้มกันแล้ว การใส่หน้ากากยังทำให้เกิดการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดที่สูงขึ้น มีผลร้ายต่อการทำงานของสมองของเด็ก ทำให้เกิดอาการมึนงง ศีรษะ (ที่จริงผู้ใหญ่ก็มีอาการเช่นเดียวกันได้  แค่ลองใส่หน้ากากให้มิดชิดแบบถูกวิธีสักพักก็จะรู้สึกได้) มีผลต่อการเรียน การเล่น และพัฒนาการของเด็ก

สุดท้ายที่สำคัญ โควิดไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายกับเด็ก ทั้งนี้ อัตราการตายจากโควิดในเด็กต่ำมาก แถมอัตราการ “ติดเชื้อ” ก็ต่ำมากด้วยเช่นกัน เนื่องจาก เด็กมีภูมิคุ้มกันแบบ Innate immune system (ซึ่งเป็นระบบหลัก ด่านแรกในการจัดการไวรัส) ที่ดีเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ว่าการรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกาจึงมีคำสั่ง “ห้าม” บังคับให้เด็กใส่หน้ากาก  ไม่ว่าจะเป็นที่ โรงเรียน สนามเด็กเล่น ร้านอาหารหรือสถานที่ใดๆก็ตาม คำสั่งนี้ไม่ได้ห้ามไม่ให้เด็กใส่หน้ากาก ถ้าใครต้องการใส่ก็ทำได้ แต่ห้ามบังคับคนที่ไม่ต้องการใส่ ให้ใส่หน้ากาก  ในขณะเดียวกัน ศาลในประเทศเยอรมันก็มีคำตัดสิน ห้ามไม่ให้มีการบังคับให้เด็กต้องใส่หน้ากาก เมื่อไปโรงเรียนเช่นเดียวกัน โดยในคำตัดสินของศาลได้ ระบุข้อมูล หลักฐานทางวิทยศาสตร์มากมายที่สนับสนุนคำตัดสินดังกล่าวด้วย 

คำถามคือ ถึงเวลาหรือยังที่ ผู้ใหญ่ในสังคมไทยจะให้ความรู้ที่ถูกต้องกับสังคม ออกมาปกป้องเด็กและ เยาวชนของเราจากผลเสียที่เกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจในเรื่องของหน้ากากนี้


นพ. อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง

อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เรื่องเล่าหลังเข็ม 4

  เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ ขอหยิบpกเรื่องที่ คุณวิบูลย์ อิงคากุล นำมาบอกเล่าผ่านทางFB 🕀🕀🕀...