วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ผลการตรวจเชื้อโควิดเป็นบวกลวง ปัญหา ผลกระทบ และแนวทางการแก้ไข

             


            
ปัจจุบันการระบุว่าผู้ใดติดเชื้อโควิดหรือไม่ จะใช้วิธีการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี Rt PCR การตรวจดังกล่าวเป็นวิธีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้ เป็นวิธีมาตรฐาน อย่างไรก็ดีเร็วๆนี้องค์การอนามัยโลกออกมายอมรับว่าวิธีดังกล่าวว่าอาจให้ผลบวกลวง ระบุว่า ผู้ที่ถูกตรวจมีเชื้อ ทั้งๆที่ในความจริง เขาไม่มีเชื้อ ผลบวกลวงดังกล่าว ส่งผลกระทบทั้งในระดับปัจเจกชน ไปจนถึงระดับชุมชน และระดับประเทศ ในระดับปัจเจกชน ทำให้บุคคลที่มีผลบวกลวง ต้องถูกกักตัวโดยไม่จำเป็น ก่อให้เกิดผลเสียทั้งทางสุขภาพและทางเศรษฐกิจ ในระดับชุมชน ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก โดยไม่จำเป็นอันส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจในชุมชน ในระดับประเทศ ทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณ บุคลากรทางการแพทย์ไปดูแลผู้ที่ไม่ได้ติดเชื้อจริง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก “ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ สามารถหลีกเลี่ยง
ได้”  สาเหตุโดยละเอียดของผลบวกลวงสามารถอ่านได้จากรายงานทางวิชาการจากเวปไซต์ข้างล่างนี้

https://cormandrostenreview.com/


สรุปย่อจากรายงาน 

        จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ ต่องานวิจัย (Corman-Drosten’s paper) ที่องค์การอนามัยโลกใช้ อ้างอิงเป็นมาตรฐานในการตรวจยืนยันการติดเชื้อโควิด พบว่ามีข้อผิดพลาดที่สำคัญทั้งหมด 10 ประการ คือ

1. มีการใช้ สารพันธุกรรมตั้งต้นในการขยายสัญญาณพันธุกรรม (primers) ในปริมาณความเข้มข้น ที่สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปที่ใช้ถึงสามเท่า การกระทำดังกล่าวมีผลให้มีการขยายรหัสพันธุกรรมที่ไม่จำเพาะเจาะจงต่อเชื้อไวรัสโควิดง่ายขึ้น ท าให้ไม่สามารถใช้ในการตรวจหาเชื้อ ไวรัสโควิด (SARS-Cov-2) ได้

2. การกำหนดรหัสพันธุกรรมของสารพันธุกรรมตั้งต้น (primers) ที่ระบุในงานวิจัยของ Corman-Drosten มีการกำหนดรหัสพันธุกรรม 6 ตำแหน่ง ว่าเป็นรหัสใดก็ได้ (รหัสพันธุกรรมมี 4 รหัส คือ A T C G) ท าให้ primers ที่ใช้ในการตรวจหาเชื้อมีความหลากหลาย แตกต่างกันได้ถึง 4 6 = 4,096 แบบซึ่งทำให้การตรวจด้วยวิธีนี้ ไม่ได้ดำเนินการอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน แต่ละห้องปฏิบัติการใช้ primers ที่ไม่เหมือนกัน  

3. การตรวจสารพันธุกรรมของไวรัสที่ระบุในงานวิจัยของ Corman-Drosten ตรวจหาส่วนของ พันธุกรรมไวรัส ที่ไม่ได้ครอบคลุมส่วนต้น กลาง ปลายของ ไวรัลจีโนม (Viral genome, พันธุกรรมทั้งหมดของไวรัส) โดยเลือกตรวจแค่ส่วนต้นและกลางของไวรัส ทำให้ผลการตรวจที่เป็นบวก อาจจะเป็นเพียงการพบซากครึ่งเดียวของไวรัส ที่ไม่สามารถแพร่เชื้อได้

4. ในการทำปฎิกิริยาเคมีเพื่อขยายสัญญาณพันธุกรรมนั้น ต้องกำหนดอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำปฎิกิริยา อุณหภูมิดังกล่าว ขึ้นอยู่กับ primer ที่ใช้ เนื่องจากในการขยายสัญญาณแต่ละจุด จะต้องใช้ primer สองอัน (ขยายสัญญาณมาจากคนละด้านจนมาพบกันตรงกลางแล้วจึงหยุด) อุณหภูมิที่ใช้ในการทำปฏิกิริยาจึงจำเป็นต้องเหมาะสมกับทั้งสอง primers (เพราะต้องให้ primers ทั้งสองทำงานพร้อมกัน)  จากงานวิจัยของ Corman-Drosten พบว่ามีการใช้ primers ที่ต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำปฏิกิริยาต่างกันถึง 10 องศาเซลเซียส (ปกติไม่ควรต่างกันเกิน 2 องศาเซลเซียส) ซึ่งแปลว่าในขณะที่ทำปฏิกิริยา PCR จะไม่สามารถกำหนดอุณหภูมิที่เหมาะสมกับทั้งสอง primers ได้ การกำหนดอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมนี้ ทำให้ primers จับกับส่วนพันธุกรรมเป้าหมายได้แย่ลง ลดความจำเพาะลง

5. การทำ PCR test เพื่อการตรวจหาเชื้อ ต้องกำหนดจำนวนรอบของการทำ PCR ที่เหมาะสม ค่า cut off ที่ใช้เป็นมาตรฐาน คือ 30 รอบ (แปลว่า ขยายสัญญาณขึ้น 2 ยกกำลัง 30 เท่า หรือ เท่ากับ 1,073,741,824 เท่า) ในงานวิจัยที่องค์การอนามัยโลกอ้างถึงดังกล่าวไม่มีการกำหนดค่านี้ไว้ และมีการใช้ PCR ขยายสัญญาณมากถึง 2 ยกกำลัง 40 เท่า (ในประเทศไทยใช้PCR test ที่ 35 ถึง 40 รอบ) ซึ่งจากงานวิจัยอื่นพบว่า การกำหนดจำนวนรอบ PCR ที่มากกว่า 35 ทำให้เกิดผลบวกที่ไม่มีความหมายทางคลินิก 

6. ในงานวิจัยของ Corman-Drosten ดังกล่าว ไม่มีการทดสอบยืนยันว่า ส่วนของสารพันธุกรรมที่ได้จากการขยายสัญญาณ เป็นส่วนของสารพันธุกรรมที่ต้องการขยายจริง สัญญาณพันธุกรรมที่ขยายจึงไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นสารพันธุกรรมของไวรัสโควิด

7. ในการตรวจหาเชื้อไวรัสโดยวิธี PCR ที่ใช้ไม่มีการกำหนด ตำแหน่งพันธุกรรมเป้าหมายที่มี ความจำเพาะต่อเชื้อโควิด อีกทั้งไม่มีการกำหนดการตรวจหาตำแหน่งพันธุกรรมที่พบในเชื้อโคโรนาไวรัสอื่นๆ แต่ไม่พบในเชื้อโควิด (negative control) ทำให้การตรวจหาเชื้อด้วยวิธีนี้ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการตรวจหาเชื้อโควิด

8. ไม่มีการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติการ (Standard operating procedure, SOP) ทำให้การตรวจหาสารในแต่ละห้องปฎิบัติการไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน 

9. งานวิจัยของ Corman-Drosten ไม่ได้รับการทบทวนความถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาเดียวกันที่มิได้มีส่วนได้ส่วนเสียในงานวิจัยดังกล่าว (peer review)

10. พบว่า ทีมผู้วิจัยของ Corman-Drosten paper มีผลประโยชน์ทับซ้อนมากมาย โดยหลายคนในทีมวิจัยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ผลิตชุด PCR kit เพื่อตรวจหาเชื้อโควิดออกมาขาย


จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ขอเสนอให้ รัฐบาล สั่งการให้

1. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เปิดเผยรายละเอียดของวิธีตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR ที่ใช้อยู่ใน ประเทศไทย โดยระบุรายละเอียดทั้ง primers ที่ใช้ อุณหภูมิ จำนวนรอบฯลฯ ตามข้อสังเกตุ ด้านบน ให้สังคมได้รับทราบ

2. จัดตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนให้ร่วมตรวจสอบแนวทางการตรวจหาเชื้อโควิดที่ใช้ใน ปัจจุบันว่า มีข้อบกพร่องอันจะนำไปสู่การให้ผลบวกลวงหรือไม่ และถ้ามีในอัตราสูงแค่ไหน

3. ให้ข้อมูลต่อสังคมถึงความเป็นไปได้ของการได้ผลบวกลวง จากวิธีการตรวจ PCR ที่ทำอยู่ใน ประเทศต่างๆ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเป็นผลทำให้จำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อในประเทศนั้นๆสูงกว่าความเป็นจริงมาก

        ผลบวกลวง สร้างความตื่นตระหนกที่ไม่จำเป็นแก่สังคม ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ธุรกิจเล็กๆจำนวนมากมายที่จำต้องปิดกิจการลงเพราะความตื่นกลัวที่ไม่จำเป็นดังกล่าว มาตรการตรวจสอบที่เสนอดังกล่าว จึงเป็นมาตรการเร่งด่วนระดับชาติที่จำเป็นต้องดำเนินการในทันที

วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565

การใส่หน้ากากในมุมมองทางจิตวิทยา

 

ในสภาวะการณ์ปัจจุบันการแพร่ระบาดของโรคโควิดทำให้เราเห็นมาตรการป้องกันในรูปแบบต่างๆทั้ง มาตรการด้านสังคมและมาตรการป้องกันระดับบุคคลที่เน้นกันมากที่สุคคือ การใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งมีการบังคับโดยใช้กฎหมายให้ใส่เวลาที่ออกจากบ้าน  

ในบทความนี้จะไม่พูดถึงประสิทธิภาพของการใส่หน้ากากว่า ช่วยป้องกันการติดเชื้อได้มากน้อยแค่ไหน เพราะขึ้นกับชนิดของหน้ากากที่ใช้ และวิธีการใส่ ตลอดจนปัจจัย อื่นๆที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย  แต่คงต้องเน้นว่าการใส่หน้ากากนั้นไม่ได้ป้องกันการแพร่เชื้อได้มากอย่างที่เข้าใจ ที่สำคัญ ในบริเวณที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ในที่โล่งแจ้งกลางแดดซึ่งความเสี่ยงในการติดเชื้อต่ำมากๆอยู่แล้ว การใส่หน้ากากไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อลงเลย ซ้ำร้ายอาจจะก่อให้เกิดผลเสียอีกด้วย ผลเสียอะไรบ้าง ตามอ่านดูด้านล่างนี้กัน

ผลกระทบต่อการพัฒนาการทางจิตใจจากการใส่หน้ากาก 

เป็นที่ทราบกันดีว่าวัยเด็กเป็นวัยแห่งการพัฒนาการ สิ่งที่เกิดขึ้นกับกระบวนการพัฒนาการของเด็กมีผลกับเด็กคนนั้นไปตลอดชีวิต การสนับสนุนกระบวนการพัฒนาการของเด็กให้เป็นไปตามปกติจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในการพัฒนาการทางด้านจิตใจนั้น 

ความสามารถสำคัญอันหนึ่งคือ ความสามารถในการรับรู้อารมณ์ ของผู้อื่น ความสามารถนี้สอดคล้องไปในทางเดียวกับความสามารถในการรับรู้อารมณ์ตนเอง ความสามารถใน การรับรู้อารมณ์นี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการบอกเล่า หรือ สอนด้วยการบรรยาย แต่จะเกิดได้จากการมีประสบการณ์จริง ได้ทำ ได้ปฏิบัติ เหมือนกับการฝึกทักษะด้านอื่นๆ การฝึกทักษะเพื่อรับรู้อารมณ์นี้เกิดขึ้น ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน โดยเด็กจะรับรู้อารมณ์ผู้อื่นจากการแสดงออกของคนใกล้ตัว จากการสังเกตสีหน้า ท่าทางของบุคคลรอบข้าง 

ส่วนสำคัญที่ทำหน้าที่ในการสื่อสารอารมณ์ คือ ปาก ริมฝีปาก การที่เด็ก เห็นริมฝีปาก เห็นรอยยิ้ม หรือ รูปปากอื่นๆจะช่วยให้เด็กคาดเดาอารมณ์ของผู้อื่นได้ ความสามารถในการคาดเดาอารมณ์ของผู้อื่นนี้ จะช่วยให้เด็ก มีความเข้าใจ “จิตใจ” ผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ซึ่งช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะในการเข้าสังคมดีขึ้น การพัฒนาความสามารถในการเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่นนี้ ยังมีผลกลับมายังความสามารถในการเข้าใจอารมณ์ของตนเองด้วย ความสามารถในการเข้าใจอารมณ์ของตนเองนี้เป็นหัวใจสำคัญในการจัดการกับปัญหาทางอารมณ์ของเด็กไปตลอดชีวิต 

การใส่หน้ากากจึงมีผลกระทบด้านลบมากต่อกระบวนการพัฒนาดังกล่าว การใส่หน้ากาก ยังเป็นการกระตุ้นให้เด็กเกิดความ “กลัว” กลัวอันตรายจากเชื้อโรค กลัวอันตรายจากสิ่งที่มองไม่เห็น ซึ่งทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาในภาวะที่คิดว่ามีอันตรายรอบๆตัว ซึ่งเป็นสภาวะเดียวกันกับผู้ป่วย โรคย้ำคิดย้ำทำที่คิดว่า ทุกหนทุกแห่งมีเชื้อโรคอยู่และต้องล้างมือซ้ำๆบ่อยๆ ความกังวลดังกล่าวก่อให้เกิด ความระแวง ความรู้สึกไม่ปลอดภัย ทำให้เด็กต้องอยู่กับความกลัวที่เกินจริงนี้ไปตลอดชีวิต 

นอกจากผลข้างต้นแล้ว การใส่หน้ากากยังมีผลต่อการแสดงความคิดเห็น การแสดงความรู้สึกของเด็ก การปิดปากเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อฟังแบบไม่มีข้อโต้แย้ง การยอมรับโดยไม่สามารถแสดงความคิดเห็นของตนได้ ซึ่งมีผลทำให้เด็กยอมรับว่า ตนไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นใดๆได้

ผลกระทบทางอ้อมทางจิตใจต่อเด็ก 

นอกจากผลกระทบทางตรงดังกล่าวข้างต้นแล้ว การใส่หน้ากากยังก่อให้เกิดผลกระทบทางอ้อมด้วย กล่าวคือ นอกจากจะทำให้เด็กเกิดความวิตกกังวลแล้ว หน้ากากยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดความกังวลในผู้ใหญ่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายาย ครู อาจารย์ หรือ ผู้ใหญ่อื่นๆที่อยู่รอบๆตัวเด็ก ความกังวลเหล่านี้ จะทำให้คนเหล่านั้น ต่อว่า ดุด่า ตำหนิ กล่าวโทษ เด็กถ้าหากเด็กไม่ใส่หน้ากากหรือ ใส่หน้ากากในลักษณะที่ไม่เหมาะสม ความวิตกกังวลของผู้ใหญ่ การต่อว่าเด็กในเรื่องนี้ล้วนมีผลต่อการพัฒนาการทางจิตใจของเด็กทั้งสิ้น

ผลของการใส่หน้ากากต่อการพัฒนาทางร่างกาย 

การใส่หน้ากากนอกจากจะมีผลเสียต่อจิตใจของเด็กแล้ว การใส่หน้ากากยังมีผลเสียต่อพัฒนาการ ทางด้านร่างกายของเด็กด้วย พัฒนาการที่สำคัญ คือ พัฒนาการของระบบภูมิคุ้มกัน 

เป็นที่ทราบกันดีว่า เด็กแรกเกิดนั้นระบบภูมิคุ้มกันหลักที่ทำงานคือ ระบบภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด ( Innate immune system ) โดยภายหลังเมื่อเด็กติดเชื้อก็จะค่อยๆพัฒนาภูมิคุ้มกันที่ได้จากการติดเชื้อ หรือ acquired immunity ขึ้นมา โดยพบว่า acquired immunity นี้มี “ความจำ” ที่ทำให้ร่างกายสามารถจดจำเชื้อโรค และจัดการกับเชื้อโรคได้ดีขึ้น 

ข้อมูลใหม่พบว่า innate immunity นั้นก็มี “ความจำ” ซึ่งทำให้เกิดแนวคิดใหม่ “trained immunity ” แนวคิดนี้บอกว่า การเลี้ยงเด็กแบบ “ไข่ในหิน” ไม่ได้เผชิญกับ จุลินทรีย์ (เชื้อโรค) เลยจะทำให้ภูมิคุ้มกันของเด็กอ่อนแอ ไม่แข็งแรง เสมือนกับการที่ไม่ให้เด็กออกกำลังกาย ไม่ให้เคลื่อนไหว อุ้มเด็กไว้ตลอดเวลา สุดท้าย กล้ามเนื้อของเด็กก็จะลีบเล็ก การกันไม่ให้เด็กได้เผชิญกับจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ ไม่ได้เล่นดินเล่นทราย ก็จะเกิดผลเช่นเดียวกัน การใส่หน้ากากทำให้เด็กไม่ได้เผชิญกับจุลินทรีย์ที่มีอยู่ทั่วไปตามปกติในอากาศ ทำให้ภูมิคุ้มกันของระบบทางเดินหายใจของเด็กไม่แข็งแรง 

นอกจากผลต่อภูมิคุ้มกันแล้ว การใส่หน้ากากยังทำให้เกิดการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดที่สูงขึ้น มีผลร้ายต่อการทำงานของสมองของเด็ก ทำให้เกิดอาการมึนงง ศีรษะ (ที่จริงผู้ใหญ่ก็มีอาการเช่นเดียวกันได้  แค่ลองใส่หน้ากากให้มิดชิดแบบถูกวิธีสักพักก็จะรู้สึกได้) มีผลต่อการเรียน การเล่น และพัฒนาการของเด็ก

สุดท้ายที่สำคัญ โควิดไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายกับเด็ก ทั้งนี้ อัตราการตายจากโควิดในเด็กต่ำมาก แถมอัตราการ “ติดเชื้อ” ก็ต่ำมากด้วยเช่นกัน เนื่องจาก เด็กมีภูมิคุ้มกันแบบ Innate immune system (ซึ่งเป็นระบบหลัก ด่านแรกในการจัดการไวรัส) ที่ดีเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ว่าการรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกาจึงมีคำสั่ง “ห้าม” บังคับให้เด็กใส่หน้ากาก  ไม่ว่าจะเป็นที่ โรงเรียน สนามเด็กเล่น ร้านอาหารหรือสถานที่ใดๆก็ตาม คำสั่งนี้ไม่ได้ห้ามไม่ให้เด็กใส่หน้ากาก ถ้าใครต้องการใส่ก็ทำได้ แต่ห้ามบังคับคนที่ไม่ต้องการใส่ ให้ใส่หน้ากาก  ในขณะเดียวกัน ศาลในประเทศเยอรมันก็มีคำตัดสิน ห้ามไม่ให้มีการบังคับให้เด็กต้องใส่หน้ากาก เมื่อไปโรงเรียนเช่นเดียวกัน โดยในคำตัดสินของศาลได้ ระบุข้อมูล หลักฐานทางวิทยศาสตร์มากมายที่สนับสนุนคำตัดสินดังกล่าวด้วย 

คำถามคือ ถึงเวลาหรือยังที่ ผู้ใหญ่ในสังคมไทยจะให้ความรู้ที่ถูกต้องกับสังคม ออกมาปกป้องเด็กและ เยาวชนของเราจากผลเสียที่เกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจในเรื่องของหน้ากากนี้


นพ. อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง

อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ก้าวแรกเพื่อก้าวต่อๆไป



หลายคนอาจเคยรู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกเริ่มถูกแบ่งแยก และถูกเลือกปฏิบัติ

แต่การได้มาเชื่อมต่อกับผู้คนทั่วสารทิศ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์กัน

แม้จะเป็นข้อความผ่านหน้าจอ

แต่คงจะพอทำให้เบาใจจากความกังวลได้ว่าเราไม่ได้อยู่ลำพัง

ยิ่งในครั้งนี้... วันที่เราได้มาพบปะกันจริง ๆ

ความโดดเดี่ยวได้แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นที่สร้างมิตรภาพระหว่างกันและกัน

ทุกคนมีสิทธิเลือกโดยสมัครใจ ด้วยวิจารณญาณของตนเอง ด้วยเงื่อนไขจำเพาะของตนเอง

ยิ่งเป็นเรื่องสุขภาพและชีวิตที่เราทั้งหลายต่างก็รักและหวงแหน

เราจึงควรเคารพการตัดสินของบุคคลนั้น

และไม่ว่าจะเกิดผลอะไรขึ้นกับการตัดสินใจนั้น โดยเฉพาะหากเป็นผลที่ไม่พึงประสงค์ในรูปแบบใดก็ตาม

ไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางจิตใจ การใช้ชีวิต หน้าที่การงาน หรือการศึกษา

เราควรยื่นมือให้ความช่วยเหลือกัน ให้คำแนะนำ ชี้แนะแนวทาง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ให้กำลังใจต่อกัน


ลำพังเราคนเดียวอาจไม่เคยมีใครเหลียวมอง

แต่วันนี้เราได้มาเห็นกับตาแล้วว่า เราไม่ได้โดดเดี่ยว

ด้วยความเคลื่อนไหวของคนหนึ่งคน แต่เมื่อเคลื่อนไปด้วยกัน

ย่อมสร้างเป็นแรงกระเพื่อม

แล้วแรงกระเพื่อมนี้แหละ จะค่อย ๆ ก่อตัวเป็นแรงสั่นสะเทือน

ประดุจเด็ดดอกไม้ 🌻 สะเทือนถึงดวงดาว 🌟

ที่วันข้างหน้าจะสะเทือนให้อีกหลายผู้คนได้ตื่นขึ้นมาจากความหวาดกลัว

และจับมือเป็นหนึ่งเดียวกัน




👪One for all and All for one👫







วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564

สิทธิในตน

 

ความรักตัวกลัวตายเป็นหนึ่งในสัญชาตญาณของมนุษย์อันเป็นความรักที่มีต่อชีวิตของตน สิ่งนี้จึงเป็นแรงผลักดันให้มนุษย์พยายามรักษาชีวิตเอาไว้ให้อยู่รอดยาวนานที่สุด แม้การเกิดแก่เจ็บตายจะเป็นวงจรธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ในช่วงเวลาที่ยังมีชีวิตขอเพียงให้ได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่เข้มแข็งก็ช่วยให้ชีวิตหนึ่งของเรานั้นมีประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตนเองและผู้อื่น และดำรงเผ่าพันธุ์ที่มีคุณภาพสืบต่อไปได้

 

ร่างกายของแต่ละคนมีความเฉพาะตัว แตกต่างกันไปตามพันธุกรรม ถิ่นกำเนิด สภาพแวดล้อม รูปแบบการใช้ชีวิต ฯลฯ ดังนั้นการได้มาซึ่งสุขภาพที่ดีย่อมมีหลายแนวทางเพื่อรองรับกับความแตกต่างนี้ ในเอกสารว่าด้วยเรื่องสิทธิด้านสุขภาพขององค์การอนามัยโลก Fact sheet หมายเลข 31 จึงให้มุมมองไว้ว่าสิทธิและเสรีภาพเกี่ยวกับสุขภาพนั้นไม่ได้มีเพียงแค่การดูแลสุขภาพ และสถานพยาบาล แต่ต้องครอบคลุมไปถึงปัจจัยที่นำไปสู่การมีชีวิตที่มีสุขภาพที่ดีด้วย อันได้แก่

  • อาหารและน้ำที่สะอาด
  • สุขอนามัยที่เพียงพอ
  • สารอาหารที่พอเพียง
  • สภาพการทำงานและสิ่งแวดล้อมที่ดี
  • ที่สำคัญคือ การให้การศึกษาและข้อมูลที่รอบด้านเกี่ยวกับสุขภาพ  

อีกทั้งเสรีภาพเหล่านี้ยังรวมถึงสิทธิที่ปราศจากการรักษาพยาบาลโดยไม่ได้รับความยินยอม ปราศจากการทรมานและโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือลดระดับคุณภาพในการดูแลรักษา

 

เมื่อสุขภาพของแต่ละคนมีความเฉพาะตน สุขภาพจึงควรเป็นเสรีภาพส่วนบุคคลที่จะเลือกแนวทางที่เหมาะสม และปลอดภัยที่สุดสำหรับตนเอง ดังนั้น การแสดงออกที่ทรงพลังของเสรีภาพส่วนบุคคลคือการที่แต่ละบุคคลสามารถเรียกร้องกรรมสิทธิ์อย่างสมบูรณ์ในร่างกายของตนเพื่อดำรงชีวิตให้อยู่ได้อย่างมีสุขภาพ ภายใต้การให้ความรู้และข้อมูลรอบด้านอย่างเท่าเทียมกัน ปราศจากปิดกั้น เพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์สูงสุดและเป็นเครื่องมือเพื่อใช้ในการพิจารณาไปจนถึงการตัดสินใจโดยปราศจากการบังคับไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในทุกรูปแบบ นอกจากนี้ ทางเลือกภายใต้สิทธิด้านสุขภาพไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องต่อรองที่จะส่งผลกระทบหรือไปลิดรอนสิทธิในการดำรงชีวิตด้านอื่น

 

การถกเถียงกันจะไม่เกิดประโยชน์อันใดหากปราศจากความเมตตาที่จะได้มอบปัญญาและทางสว่างให้แก่กัน

เรื่องของสุขภาพไม่ใช่การแข่งขันชิงแชมป์แจกถ้วยรางวัล ยกเว้นแต่หากมีใครจะหาผลประโยชน์จากมันจริงๆ โดยเฉพาะผลประโยชน์บนชีวิตของผู้อื่น

เมื่อเงื่อนไขในการดำเนินชีวิตนั้นต่างกัน  สิ่งที่แต่ละคนให้ความสำคัญก็ย่อมต่างกัน

จะดีกว่าไหม หากเราลองปรับแนวคิดเพื่อทำความรู้จักกัน เข้าใจกัน และเคารพต่อการตัดสินใจของกันและกัน

ในแบบของเขา เขาดูแลตัวเองอย่างไร

ในแบบของเรา เราดูแลตัวเองอย่างไร

มาเรียนรู้ทำความรู้จักกัน 

ใช้ความต่างให้เป็นความสมดุล เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ     






วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564

เราคือ "เชียงใหม่พิทักษ์สิทธิ์"

 



John Locke
นักปรัชญาชาวอังกฤษ
(ค.ศ. 1632 - 1704)
All mankind being all equal and independent, no one ought to harm another in his life, health, liberty or possessions.

มนุษยชาติทั้งหลายทั้งปวง ย่อมมีความเสมอภาคและเป็นอิสระ ไม่มีใครควรทำร้ายผู้อื่นในชีวิต สุขภาพ เสรีภาพ หรือทรัพย์สิน 


 

มาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้วที่เราต้องเผชิญกับสิ่งที่ถูกเรียกว่า “โรคระบาด”  ในช่วงปีแรกพวกเราต่างพากันตื่นกลัวและกังวลใจต่อการดำรงชีวิตด้วยความ(ยัง)ไม่รู้จักโรคนี้ดีพอจนไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันอย่างไร

เมื่อเวลาผ่านไปพร้อมกับประสบการณ์การรับมือ รักษาและเยียวยาของแพทย์หลากหลายแขนงในบ้านเรา จึงได้เกิดองค์ความรู้ที่ได้รับการพิสูจน์จากผลการรักษาโดยแพทย์เหล่านั้น จนได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้ววัคซีนไม่ใช่หนทางเลือกเดียว รวมไปถึงข้อมูลจากทั้งนักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ และแพทย์จากทั่วโลก ทำให้เรารู้จักทั้งโรคนี้และทั้งวัคซีนมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น เพื่อให้การป้องกัน รักษา เยียวยาที่มีหลากหลายวิธีนั้นเป็นหนทางเลือกภายใต้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนคนหนึ่งที่พึงมี จึงได้มีการรวมตัวกันของชาวเชียงใหม่จากหลากหลายอาชีพ ในนามว่า “เชียงใหม่พิทักษ์สิทธิ์”  โดยมีจุดประสงค์ร่วมกันในการสร้างช่องทางในการเผยแพร่ให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • สิทธิและการรักษาสิทธิตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการดูแลจัดการสุขภาพของตนเองในการเลือกใช้วัคซีนหรือไม่ใช้วัคซีน
  • การดูแลรักษาที่ครอบคลุมไปถึงการป้องกันตัวเองจากโควิด
  • ข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงจากวัคซีน
  •  การดูแลรักษาตนเองในกรณีได้รับผลข้างเคียงจากการรับวัคซีน
     ทั้งนี้ การให้การศึกษาและข้อมูลถือเป็นหัวใจสำคัญที่ประชาชนควรได้รับประกอบการพิจารณาและตัดสินใจด้วยตนเอง โดยทุกคนยังมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลและคุ้มครองจากภาครัฐอย่างเท่าเทียมในฐานะประชาชนคนหนึ่ง

     กลุ่มเชียงใหม่พิทักษ์สิทธิ์ มีความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะมีส่วนช่วยสร้างความเสมอภาค ความเคารพต่อกันในสังคมและความสามัคคีปรองดองของประชาชนทุกคนให้อยู่ร่วมกันได้ด้วยความเข้าใจกันระหว่างผู้เลือกรับวัคซีนและผู้เลือกไม่รับวัคซีน เพื่อให้ความร่วมมือนี้เป็นพลังในการก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างสันติ


📜กฎหมายรัฐธรรมนูญ

มาตราที่ ๒๔ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น
               สิทธิหรือเสรีภาพใดที่รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ แม้ยังไม่มีการตรากฎหมายนั้นขึ้นใช้บังคับ บุคคลหรือชุมชนย่อมสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
               บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้
               บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพหรือจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ

 มาตรา ๒๖  การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย
               กฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง

มาตราที่ ๒๗ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน

มาตรา ๒๘  บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย
               การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
               การค้นตัวบุคคลหรือการกระทำใดอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกายจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ
               การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำมิได้

มาตราที่ ๕๕ รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมและการป้องกันโรค และการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด 







เรื่องเล่าหลังเข็ม 4

  เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ ขอหยิบpกเรื่องที่ คุณวิบูลย์ อิงคากุล นำมาบอกเล่าผ่านทางFB 🕀🕀🕀...