วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2565

ผลการตรวจเชื้อโควิดเป็นบวกลวง -> ปัญหา ผลกระทบ และแนวทางการแก้ไข

  ปัจจุบันการระบุว่าผู้ใดติดเชื้อโควิดหรือไม่ จะใช้วิธีการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี Rt PCR การตรวจดังกล่าวเป็นวิธีที่ องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้ เป็นวิธีมาตรฐาน อย่างไรก็ดีเร็วๆนี้องค์การอนามัยโลกออกมายอมรับว่าวิธีดังกล่าว ว่าอาจให้ผลบวกลวง ระบุว่า ผู้ที่ถูกตรวจมีเชื้อ ทั้งที่ในความจริง เขาไม่มีเชื้อ ผลบวกลวงดังกล่าว ส่งผลกระทบทั้งในระดับปัจเจกชน ไปจนถึงระดับชุมชน และระดับประเทศ ในระดับปัจเจกชน ทำให้ บุคคลที่มีผลบวกลวง ต้องถูกกักตัวโดยไม่จำเป็น ก่อให้เกิดผลเสียทั้งทางสุขภาพและทางเศรษฐกิจ ในระดับชุมชน ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก โดยไม่จำเป็นอันส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจในชุมชน ในระดับประเทศ ทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณ บุคลากรทางการแพทย์ไปดูแลผู้ที่ไม่ได้ติดเชื้อจริง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก “ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ สามารถหลีกเลี่ยงได้”

สาเหตุโดยละเอียดของผลบวกลวงสามารถอ่านได้จากรายงานทางวิชาการตามลิงก์ข้างล่างนี้

https://cormandrostenreview.com/


สรุปย่อจากรายงาน

จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ ต่องานวิจัย (Corman-Drosten’s paper) ที่องค์การอนามัยโลกใช้อ้างอิงเป็นมาตรฐานในการตรวจยืนยันการติดเชื้อโควิด พบว่ามีข้อผิดพลาดที่สำคัญทั้งหมด 10 ประการคือ

1.     มีการใช้ สารพันธุกรรมตั้งต้นในการขยายสัญญาณพันธุกรรม (primers) ในปริมาณความเข้มข้นที่สูงกว่า มาตรฐานทั่วไปที่ใช้ถึงสามเท่า การกระทำดังกล่าวมีผลให้มีการขยายรหัสพันธุกรรมที่ไม่จำเพาะเจาะจงต่อเชื้อไวรัสโควิดง่ายขึ้น ทำให้ไม่สามารถใช้ในการตรวจหาเชื้อ ไวรัสโควิด (SARS-Cov-2) ได้

2.     การกำหนดรหัสพันธุกรรมของสารพันธุกรรมตั้งต้น (primers) ที่ระบุในงานวิจัยของ Corman-Drosten มีการกำหนดรหัสพันธุกรรม 6 ตำแหน่ง ว่าเป็นรหัสใดก็ได้ (รหัสพันธุกรรมมี 4 รหัส คือ A T C G) ทำให้ primers ที่ใช้ในการตรวจหาเชื้อมีความหลากหลาย แตกต่างกันได้ถึง 46 = 4,096 แบบซึ่งทำให้การตรวจด้วยวิธีนี้ ไม่ได้ดำเนินการอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน แต่ละห้องปฏิบัติการใช้ primers ที่ไม่เหมือนกัน

 3.     การตรวจสารพันธุกรรมของไวรัสที่ระบุในงานวิจัยของ Corman-Drosten ตรวจหาส่วนของพันธุกรรมไวรัส ที่ไม่ได้ครอบคลุมส่วนต้น กลาง ปลายของ ไวรัลจีโนม (Viral genome, พันธุกรรมทั้งหมดของไวรัส) โดยเลือกตรวจแค่ส่วนต้นและกลางของไวรัส ทำให้ผลการตรวจที่เป็นบวก อาจจะเป็นเพียงการพบซากครึ่งเดียวของไวรัส ที่ไม่สามารถแพร่เชื้อได้

4.     ในการทำปฏิกิริยาาเคมีเพื่อขยายสัญญาณพันธุกรรมนั้น ต้องกำหนดอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำปฏิกิริยา อุณหภูมิดังกล่าว ขึ้นอยู่กับ primer ที่ใช้ เนื่องจากในการขยายสัญญาณแต่ละจุด จะต้องใช้ primer สองอัน (ขยายสัญญาณมาจากคนละด้านจนมาพบกันตรงกลางแล้วจึงหยุด) อุณหภูมิที่ใช้ในการทำปฏิกิริยาจึงจำเป็นต้องเหมาะสมกับทั้งสอง primers (เพราะต้องให้ primers ทั้งสองทำงานพร้อมกัน) จากงานวิจัยของ Corman-Drosten พบว่ามีการใช้ primers ที่ต้องการอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำปฏิกิริยา ต่างกันถึง 10 องศาเซลเซียส (ปกติไม่ควรต่างกันเกิน 2 องศาเซลเซียส) ซึ่งแปลว่าในขณะที่ทำปฏิกิริยา PCR จะไม่สามารถกำหนดอุณหภูมิที่เหมาะสมกับทั้งสอง primers ได้ การกำหนดอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมนี้ ทำให้ primers จับกับส่วนพันธุกรรมเป้าหมายได้แย่ลง ลดความจำเพาะลง

 5. การทำ PCR test เพื่อการตรวจหาเชื้อ ต้องกำหนดจำนวนรอบของการทำ PCR ที่เหมาะสม ค่า cut off ที่ใช้เป็นมาตรฐาน คือ 30 รอบ (แปลว่า ขยายสัญญาณขึ้น 2 ยกกำลัง 30 เท่า หรือเท่ากับ 1,073,741,824 เท่า) ในงานวิจัยที่องค์การอนามัยโลกอ้างถึงดังกล่าวไม่มีการกำหนดค่านี้ไว้ และมีการใช้ PCR ขยายสัญญาณมากถึง 2 ยกกำลัง 40 เท่า (ในประเทศไทยใช้ PCR test ที่ 35 ถึง 40 รอบ) ซึ่งจากงานวิจัยอื่นพบว่า การกำหนดจำนวนรอบ PCR ที่มากกว่า 35 ทำให้เกิดผลบวกที่ไม่มีความหมายทางคลินิก

6.     ในงานวิจัยของ Corman-Drosten ดังกล่าว ไม่มีการทดสอบยืนยันว่า ส่วนของสารพันธุกรรมที่ได้จากการขยายสัญญาณ เป็นส่วนของสารพันธุกรรมที่ต้องการขยายจริง สัญญาณพันธุกรรมที่ขยายจึงไม่สามารถบอกได้ว่า เป็นสารพันธุกรรมของไวรัสโควิด

7.     ในการตรวจหาเชื้อไวรัสโดยวิธี PCR ที่ใช้ไม่มีการกำหนด ตำแหน่งพันธุกรรมเป้าหมายที่มีความจำเพาะต่อเชื้อโควิด อีกทั้งไม่มีการกำหนดการตรวจหาตำแหน่งพันธุกรรมที่พบในเชื้อโคโรนาไวรัสอื่นๆ แต่ไม่พบในเชื้อโควิด (negative control) ทำให้การตรวจหาเชื้อด้วยวิธีนี้ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการตรวจหาเชื้อโควิด

8.      ไม่มีการกำหนด มาตรฐานการปฏิบัติการ (Standard operating procedure, SOP) ทำให้การตรวจหาสารในแต่ละห้องปฏิบัติการไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน

9.      งานวิจัยของ Corman-Drosten ไม่ได้รับการทบทวนความถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาเดียวกันที่มิได้มีส่วนได้ส่วนเสียในงานวิจัยดังกล่าว (peer review)

10.     พบว่า ทีมผู้วิจัยของ Corman-Drosten paper มีผลประโยชน์ทับซ้อนมากมาย โดยหลายคนในทีมวิจัยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ผลิตชุด PCR kit เพื่อตรวจหาเชื้อโควิดออกมาขาย


จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ขอเสนอให้ รัฐบาล สั่งการให้ 

1.     กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เปิดเผย รายละเอียดของวิธีตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR ที่ใช้อยู่ในประเทศไทย โดยระบุรายละเอียดทั้ง primers ที่ใช้ อุณหภูมิ จำนวนรอบฯลฯ ตามข้อสังเกตุด้านบน ให้สังคมได้รับทราบ

2.     จัดตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนให้ร่วมตรวจสอบแนวทางการตรวจหาเชื้อโควิดที่ใช้ในปัจจุบันว่า มีข้อบกพร่องอันจะนำไปสู่การให้ผลบวกลวงหรือไม่ และถ้ามีในอัตราสูงแค่ไหน

3.     ให้ข้อมูลต่อสังคมถึงความเป็นไปได้ของการได้ผลบวกลวง จากวิธีการตรวจ PCR ที่ทำอยู่ในประเทศต่างๆ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเป็นผลทำให้จำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อในประเทศนั้นๆสูงกว่าความเป็นจริงมาก


ผลบวกลวง สร้างความตื่นตระหนกที่ไม่จำเป็นแก่สังคม ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ธุรกิจเล็กๆจำนวนมากมายที่จำต้องปิดกิจการลงเพราะความ ตื่นกลัวที่ไม่จำเป็นดังกล่าว มาตรการตรวจสอบที่เสนอดังกล่าว จึงเป็นมาตรการเร่งด่วนระดับชาติที่จำเป็นต้องดำเนินการในทันที 


📝 : โดย นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง


〰〰〰〰〰★ 🕁 ★〰〰〰〰〰

 

 





วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565

ยาฉีด RNA ไม่ใช่ mRNA อย่างที่หมอส่วนใหญ่เข้าใจ

            ปัจจุบันมีการระดมฉีด “ยีนเทอราปี” พันธุกรรมบำบัด โดยแพทย์ส่วนใหญ่ เข้าใจว่ามันคือ mRNA    ทั้งที่ในความจริง ยีนเทอราปี นี้มิใช่ mRNA อย่างที่เข้าใจกัน ข้อแตกต่างระหว่างสองอย่างนี้เป็นอย่างไร อ่านบทความนี้ให้จบจะเข้าใจ

          RNA ย่อมาจาก ribonucleic acid[1] ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมชนิดหนึ่ง คล้ายกับ DNA (deoxyribonucleic acid[2]) ต่างกันที่ RNA จะใช้น้ำตาลไรโบส (ribose, R) เชื่อมระหว่างโมเลกุล ขณะที่ DNA จะใช้น้ำตาลดีออกซี่ไรโบส (deoxyribose, D) นอกจากนี้ RNA จะใช้เบส A (adeneine), U (uridine), G (guanine) และ C (cytosine) ในขณะที่ DNA จะเป็น A, T(thymine), G, C ไม่มี U uridine จึงเป็นเบสที่พบเฉพาะใน RNA

          mRNA (messenger RNA) คือ สารพันธุกรรมตามธรรมชาติ ซึ่งทำหน้าที่นำข้อมูลรหัสพันธุกรรม ที่ถอดจาก DNA ภายในนิวเคลียส ออกมาสร้างโปรตีนในไซโตพลาสซึม mRNA ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินี้จะสลายตัวไปอย่างรวดเร็วภายหลังจากการสังเคราะห์โปรตีนที่ต้องการสิ้นสุดลง และด้วยเหตุผลนี้หมอส่วนใหญ่จึงเข้าใจผิดๆว่า ยาฉีดไฟเซอร์ และโมเดิร์นนา คือ mRNA ทั้งที่ยาฉีดสองอย่างนี้ไม่ใช่ ดังเหตุผลต่างๆต่อไปนี้

1.    ไฟเซอร์ และโมเดิร์นนา ใช้ ยูริดีนเทียม (psuedouridine )ซึ่งมิใช่ uridine โดยเป็น N1-Methylpsuedouridine[3] มิใช่ ยูริดีน ที่พบใน mRNA ปกติ ยูริดีนเทียมนี้มีความคงทน สลายตัวช้ากว่า ยูริดีน ปกติ[4] ต่างจาก mRNA ตามธรรมชาติซึ่งใช้ ยูริดีนแท้ ที่สลายตัวได้เร็ว

2.    ไวรัสซาร์สโควีทู ซึ่งทำให้เกิดโรคโควิด-๑๙ เป็น ไวรัสที่ใช้ RNA เป็นสารพันธุกรรม[5], [6] สารพันธุกรรมที่ทำให้เกิดการสร้างโปรตีนสไปก์ของไวรัส จึงต้องเรียกว่า ยีนของไวรัส ไม่ใช่ mRNA เพราะมิได้เป็น RNA ที่เกิดจากการถอดรหัส DNA เหมือนที่เกิดในเซลล์มนุษย์ ดังนั้นชื่อที่ถูกต้อง จึงมิใช่ mRNA แต่ควรเรียกว่า Viral RNA Gene injection

3.    มีงานวิจัย[7],[8] ที่พบสไปก์โปรตีนและ ยีนสไปก์โปรตีน (หรือที่บริษัทยาหลอกว่าเป็น mRNA) ในกระแสเลือดภายหลังจากที่มีการฉีดเข้าร่างกายมนุษย์ การที่พบ ยีนของไวรัส (Viral RNA gene, หรือที่บริษัทหลอกว่าเป็น mRNA) อยู่ในกระแสเลือด แปลว่า ยาที่ฉีดมิได้อยู่แค่บริเวณที่ฉีดดังที่มีการกล่าวอ้าง ที่สำคัญตามธรรมชาติเราจะไม่พบ mRNA อยู่ในกระแสเลือด การที่พบยีนสไปก์โปรตีนของไวรัสในกระแสเลือดภายหลังจากที่ฉีดนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ยืนยันว่ายาฉีดนี้ไม่ใช่ mRNA

4.    มีการวิจัย[9]ที่พบว่าภายหลังจากที่ฉีด ยาฉีดยีนไวรัส (ที่บริษัทยาหลอกว่าเป็น วัคซีน) มีการพบ ยีนที่ฉีดในต่อมน้ำเหลืองนานถึงแปดสัปดาห์หลังจากฉีด ที่สำคัญมีการพบสไปก์โปรตีนของไวรัสร่วมด้วย แปลว่านอกจาก ยีนของไวรัส ที่นำมาฉีดนั้น จะไม่ได้สลายตัวไปอย่างรวดเร็วตามที่อ้าง มันยังกระจายตัวไปที่ต่อมน้ำเหลืองและยังสามารถสร้างสไปก์โปรตีน ที่เป็นพิษภายในต่อมน้ำเหลือง แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานถึงแปดสัปดาห์หลังจากที่ฉีด

5.    สไปก์โปรตีนโดยตัวของมันเองเป็นสารพิษที่สามารถทำให้เกิดการอักเสบของผนังเส้นเลือด โดยสไปก์โปรตีนจะไปรบกวนการทำงานของ ตัวรับ ACE2 (ACE2 receptor)[10] และทำให้เกิดปอดอักเสบได้[11] mRNA ตามธรรมชาติ จะไม่สร้างโปรตีนที่เป็นพิษต่อร่างกาย การที่ยาฉีดยีนไวรัสนี้ทำให้เซลล์ของเราเองสร้างสารที่เป็นพิษต่อร่างกายจึงเป็นเหตุผลที่ยืนยันว่า ยาฉีดนี้ไม่ใช่ mRNA

6.    มีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่า ยีนสไปก์โปรตีนของไวรัสที่ฉีดเข้าร่างกายนี้ สามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของเซลล์มนุษย์ โดยทีมนักวิจัยจากประเทศสวีเดน[12] พบว่า ยาฉีดยีนของไวรัสสามารถสอดแทรกรหัสพันธุกรรมเข้าไปใน DNA ของเซลล์ตับ โดยเอายีนสไปก์โปรตีนของไวรัสใส่เข้าไปในพันธุกรรมของมนุษย์ ทำให้เซลล์ตับสามารถสร้างสไปก์โปรตีนได้ แม้ว่าสารพันธุกรรม RNA จะสลายตัวไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นจาก mRNA ที่พบตามธรรมชาติ เนื่องจากตามปกติ mRNA ที่เกิดตามธรรมชาติจะสลายตัวไปในเวลาไม่นาน ไม่เข้าไปเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของ DNA เหมือนที่เกิดขึ้นในกรณียาฉีดยีนไวรัส (ที่บริษัทยาหลอกว่าเป็น วัคซีน)

7.    มีงานวิจัยที่ยืนยันว่า[13] สไปก์โปรตีนที่ยาฉีดยีนไวรัส (ที่บริษัทยาหลอกว่าเป็น วัคซีน) ไปบังคับให้เซลล์สร้างขึ้นนั้น สามารถเข้าไปในนิวเคลียส แล้วไปรบกวนการซ่อมแซมสารพันธุกรรม DNA ของเซลล์ ซึ่งทำให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้ โปรตีนที่เกิดขึ้นจากการสังเคราะห์ของ mRNA ตามธรรมชาติไม่เข้าไปรบกวนการซ่อมแซมสารพันธุกรรมในนิวเคลียส

8.    ยาฉีดยีนไวรัส (ที่บริษัทยาหลอกว่าเป็น วัคซีน) ไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ได้หากไม่ได้มีหยดไขมันนาโน มาห่อหุ้มไว้ ตามธรรมชาติ mRNA จะสร้างจากภายในนิวเคลียส ซึ่งอยู่ในเซลล์ของมนุษย์ mRNA ตามธรรมชาติจึงมิได้พบภายนอกเซลล์ และไม่จำเป็นต้องมีกลไกในการนำเข้าไปในเซลล์ ด้วยเหตุนี้เมื่อมีการฉีดยาฉีดยีนไวรัสจากภายนอกเซลล์ จึงจำเป็นต้องหาวิธีเอายีนของไวรัสนี้เข้าสู่เซลล์ บริษัทยาจึงต้องเอา หยดไขมันนาโน มาห่อหุ้มยีนของไวรัสเอาไว้ เพื่อหลอกให้เซลล์ของมนุษย์เข้าใจว่าเป็นเพียงหยดไขมัน ไขมันเป็นสารอาหารสำคัญที่เซลล์ของมนุษย์จำเป็นต้องใช้ เมื่อมีการหลอกให้เซลล์เข้าใจผิดว่ายาที่ฉีดเป็นเพียงหยดไขมัน เซลล์มนุษย์ก็จะนำเอาหยดไขมันเหล่านั้นเข้าสู่เซลล์ โดยมิรู้ว่าภายในหยดไขมันนั้น มียีนของไวรัสซ่อนอยู่ (ม้าโทรจัน) ซึ่งตามธรรมชาติแล้วเซลล์จะไม่ยินยอมให้ยีนของไวรัสเข้าไปในเซลล์ mRNA ตามธรรมชาติเกิดขึ้นในเซลล์ ยาฉีดยีนไวรัสต้องใช้วิธีม้าโทรจันเพื่อเข้าเซลล์ ยาฉีดนี้จึงมิใช่ mRNA

9. มีงานวิจัยที่ทำโดยรัฐบาลญี่ปุ่น[14], [15] ที่พบว่า หยดไขมันนาโนที่บริษัทยานำมาใช้เป็นม้าโทรจันตามข้อ 8 นั้น เมื่อฉีดเข้าร่างกายแล้วจะกระจายตัวไปตามกระแสเลือดตามท่อน้ำเหลือง เข้าสู่อวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย ตั้งแต่เซลล์บุผนังเส้นเลือด ต่อมน้ำเหลือง ตับ ม้าม ไขกระดูก สมอง รังไข่[16] ฯลฯ ซึ่งในกรณีของ mRNA ตามปกติ นั้นเมื่อมีการสร้างขึ้นในเซลล์ใดจะคงอยู่ภายในเซลล์นั้นๆ ยกเว้นในเซลล์ผิดปกติ อาทิ เซลล์มะเร็ง อาจมีการพบ mRNA จากเซลล์มะเร็งเหล่านั้นในกระแสเลือดได้

10.    เหตุผลสำคัญข้อสุดท้าย mRNA ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จากการถอดรหัสพันธุกรรมตามปกติในมนุษย์ ไม่ทำให้พิการ ไม่ทำให้เสียชีวิต แต่ยาฉีดที่ทำจากยีนของไวรัส ทำให้ป่วย ทำให้พิการ ทำให้เสียชีวิต โดยมีรายงานทั้งในต่างประเทศ[17] และในประเทศไทยเอง[18]

 

จากเหตุผลทั้ง 10 ข้อดังกล่าวทำให้ ยาฉีดยีนไวรัส ที่อ้างว่าเป็นวัคซีน mRNA นั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่ mRNA แต่ควรเรียกว่า ยาฉีดยีนไวรัส ซึ่งควรจัดเป็น พันธุกรรมบำบัด (gene therapy) มากกว่าวัคซีน พันธุกรรมบำบัดที่ไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ และก่อให้เกิดผลข้างเคียงในระยะสั้นและระยะยาวมากมาย

  

 

"ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง 

ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง 

ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกแก่ตัวท่านเอง 

ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์"

 

พระปณิธาน สมเด็จพระราชบิดา


📝 นพ. อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง 


ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการต่างๆที่เป็นผลกระทบหลังจากฉีดวัคซีน

https://t.me/vaccine_efffects






วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

มาตรการแก้ หรือ มาตรการให้กลัว

ความไร้สาระ ไร้สติ ของ มาตรการแก้ปัญหา จังหวัดใหญ่ของประเทศ จังหวัดหนึ่ง มาลองอ่านกันตามด้านล่างภาพ

💬💬💬💬💬

มีผู้ป่วยกี่ราย ..... 277?  คนเชียงใหม่มีกี่คน  คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของประชากรจังหวัด ?

เสียชีวิต สองราย ทั้งสองอายุมาก มีโรคประจำตัว รายนึงสาเหตุการเสียชีวิตน่าจะเป็นจากการสำลักอาหาร จนหมดสติ แต่บังเอิญตรวจพบเชื้อ?

เจอในครอบครัว 22 ราย จาก 15 ครอบครัว ตกมีครอบครัวละ รายครึ่ง แปลว่ามันติดต่อง่ายจริงๆหรือ?

มีผลบวกจาก rtPCR หลายราย ค่า ct เท่าไหร่ เจอเชื้อ หรือ ซากเชื้อ?

Atk มี บวกลวง เยอะ มีอะไรบอกว่า ที่เจอติดจริงๆ?


มาตรการที่ออกมาบอกว่าเพื่อใช้ชีวิตร่วมกับโควิด ซึ่งจริงๆแล้ว ควรจะต้องเข้าใจก่อนว่า โควิด ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่พยายามประโคมข่าว

มีทั้งยา ทั้งสมุนไพรดีๆ ที่ใช้รักษาได้มากมาย

แถมมาตรการทั้งหลายที่ บอกให้ทำนั้นยิ่งสร้างปัญหามากขึ้น 

ยิ่งแยกกัน ยิ่งโดดเดี่ยว ยิ่งทำให้ภูมิคุ้มกันตก ⛺

ยิ่งห้ามการออกกำลังกาย ยิ่งสุขภาพไม่ดี ยิ่งใส่หน้ากาก 😷 ยิ่งเพิ่มความกลัว แถมลดออกซิเจน ทำให้ภูมิคุ้มกันตก 

ยิ่งปิดบ้าน 🔏 ปิดร้าน ยิ่งเศรษฐกิจตกต่ำ คนตกงาน คนเครียด 😔 ภูมิคุ้มกันตก

ยิ่งกระตุ้น ความกลัว 😖 ความตื่นตระหนก ยิ่งสร้างปัญหา


หรือ ว่า นี่เป็นมาตรการ เพื่อทำงานให้ได้ “ตามเป้า” แค่จะเอาความดีความชอบจากนาย โดยไม่สนประชาชน?


อ่านแล้วได้ แต่ตลก แต่เป็นตลกร้าย ว่า ประเทศเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร❓

⇓⬇⇓


เชียงใหม่ชวนประชาชนลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ในแคมเปญ “สัปดาห์คนเชียงใหม่ รักกัน แยกกันสักพัก เพื่อลด COVID-19” 

จังหวัดเชียงใหม่เชิญชวนประชาชนเชียงใหม่ ร่วมมือกันลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ภายใต้แคมเปญ “สัปดาห์คนเชียงใหม่ รักกัน แยกกันสักพัก เพื่อลด COVID-19”  ตั้งแต่วันที่ 21-27 กุมภาพันธ์นี้ ด้านสถานการณ์โควิด-19 พบผู้ติดเชื้อในครอบครัวมากถึง 22 ราย และยังคงเฝ้าระวังคลัสเตอร์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด




             สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 จังหวัดเชียงใหม่ วันนี้ (16 ก.พ. 65)     พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 277 ราย โดยเป็นผู้ติดเชื้อจากต่างจังหวัดเพียง 4 ราย ได้แก่ กรุงเทพฯ พะเยา เชียงราย และกาญจนบุรี จังหวัดละ 1 ราย  ส่วนที่เหลืออีก 273 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในจังหวัด    

            โดยขณะนี้มีกลุ่มคลัสเตอร์ที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดอยู่ 4 กลุ่ม ได้แก่ 

1. คลัสเตอร์กลุ่มสถานศึกษา พบเพิ่ม 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวารีเชียงใหม่ แผนกอินเตอร์เนชั่นแนล ตรวจ RT-PCR พบเพิ่ม 1 ราย ยอดรวม 3 ราย ,โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม ตรวจ ATK พบเพิ่ม 1 ราย ,วิทยาลัยการอาชีพ อำเภอจอมทอง ตรวจ ATK พบเพิ่ม 4 ราย และโรงเรียนรัตนาเอื้อวิทยา อำเภอฝาง ตรวจ ATK พบเพิ่ม 1 ราย ยอดรวม 2 ราย 

2. คลัสเตอร์กลุ่มร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม พบเพิ่ม 2 ร้าน ได้แก่ ร้านท่าช้าง อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตรวจ RT-PCR พบใหม่ 2 ราย และร้าน Sound Up ตรวจ RT-PCR พบเพิ่ม 2 ราย ยอดรวม 4 ราย


3. คลัสเตอร์กลุ่มองค์กรหรือสถานที่ทำงาน พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม 6 หน่วยงาน ได้แก่ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ตรวจ RT-PCR พบเพิ่ม 7 ราย ยอดรวม 35 ราย ,บริษัทเอ็กซาซีแลม ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย ตรวจ RT-PCR และ ATK พบเพิ่ม 4 ราย ,ร้าน Haidilao สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัล ตรวจ RT-PCR พบเพิ่ม 2 ราย ,บริษัทเชียงแสงฮอนด้าออโต้โมบิล ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม ตรวจ RT-PCR พบเพิ่ม 1 ราย ร้านก๋วยเตี๋ยวสะอาด อำเภอเมืองเชียงใหม่ ตรวจ ATK พบใหม่ 12 ราย และโครงการหลวงหนองหอย ตำบลแม่แรม อำเภ แม่ริม ตรวจ ATK พบเพิ่ม 9 ราย 

4. คลัสเตอร์กลุ่มกลุ่มตลาด พบเพิ่ม 5 แห่ง ได้แก่ ตลาดเมืองใหม่  ตรวจ RT-PCR และ ATK พบเพิ่ม 3 ราย ,ตลาดทิพย์เนตร ตรวจ ATK พบเพิ่ม 1 ราย ,ตลาดแม่ข่าหล่ายฝาง ตำบลแม่ข่า อำเภ ฝาง ตรวจ ATK พบเพิ่ม 1 ราย ,ตลาดนัดหน้าวัดข่วงเปา อำเภอจอมทอง ตรวจ ATK พบใหม่ 4 ราย และตลาดเจริญ เจริญ อำเภอสันกำแพง ตรวจ ATK พบเพิ่ม 6 ราย


    นอกจากนี้ ยังมีการระบาดจากการสัมผัสในครอบครัวเพิ่มอีก 22 ราย จาก 15 ครอบครัว ส่วนผู้ติดเชื้อจากการสัมผัสผู้ติดเชื้อรายก่อนหน้า พบเพิ่ม 105 ราย และมีผู้ติดเชื้อที่อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค เชื่อมโยงคลัสเตอร์อีก 106 ราย


     จังหวัดเชียงใหม่จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ทุกคน ทุกอำเภอ ร่วมมือกันลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 21-27 กุมภาพันธ์ นี้ ภายใต้แคมเปญ “สัปดาห์ คนเชียงใหม่ รักกัน แยกกันสักพัก เพื่อลด COVID-19”     โดยขอความร่วมมือทุกคน ปฏิบัติตามมาตรการ 6 ข้อ ดังนี้ 

1. สวมหน้ากากตลอดเวลาที่อยู่นอกบ้าน 

2. ร่วมกันหิ้วปิ่นโต หรือรับประทานอาหารกลางวันคนเดียว ไม่รวมกลุ่มกัน 

3. งานบุญ งานศพ เลี้ยงอาหารกล่อง 

4. งดงานเลี้ยง ปาร์ตี้สังสรรค์ 

5. นักเรียน นักศึกษา งดการทำงานกลุ่ม การติวเรียน ในช่วงนี้ และ 

6. ผู้ชื่นชอบกีฬา งดการเล่นกีฬาที่ต้องปะทะ หรือใกล้ชิดกัน เช่น ฟุตบอล บาสเก็ตบอล เป็นต้น เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลง และรณรงค์ให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตร่วมกันโรคโควิด-19 ได้


    ด้านข้อมูลผู้เสียชีวิต 2 รายวันนี้ รายแรกเป็น ชายไทย อายุ 87 ปี มีโรคประจำตัว คือ ความดันโลหิตสูง เกาต์ และหลอดเลือดสมอง วันที่ 14 กุมภาพันธ์ มีอาการไอ สำลักอาหาร หมดสติ นำส่งโรงพยาบาลนครพิงค์ ตรวจพบออกซิเจนในเลือดต่ำ จึงได้ใส่ท่อช่วยหายใจ ตรวจ RT-PCR ยันยันว่าติดเชื้อและรับรักษาไว้ที่โรงพยาบาล วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิต


    อีกรายเป็นชายไทย อายุ 72 ปี มีโรคประจำตัว คือ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ หอบหืด และลิ้นหัวใจตีบ วันที่ 19 มกราคม เริ่มมีอาการไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ นำส่งโรงพยาบาลมหาราช ตรวจพบออกซิเจนในเลือดต่ำ จึงได้ใส่ท่อช่วยหายใจ ตรวจ RT-PCR ยันยันว่าติดเชื้อโควิด-19 วันที่ 21 มกราคม ติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราซ้ำซ้อนในกระแสเลือด วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตลง


**********

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่

16 กุมภาพันธ์ 2565


💬💬💬💬💬

เหล้าเก่าในขวดใหม่

หากนโยบายเดิมๆ มันได้ผล ก็คงกลับมาลืมตาอ้าปากกันได้นานละ


วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

90%ของแพทย์ในญี่ปุ่น ไม่แนะนำการฉีดว-ซ-ให้แก่เด็กเล็ก

90%ของแพทย์ในญี่ปุ่น ไม่แนะนำการฉีดวัคซีนให้แก่เด็กเล็ก 

เขียนโดย นายแพทย์ อะซึโอะ ยานางิซาวะ

(จากการสำรวจของสมาคมแพทย์ Orthomolecular ญี่ปุ่น)


          เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 กระทรวงสาธารณสุขและแรงงานได้ทำการอนุมัติการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่เด็กอายุ 5 – 11 ปี  ในวันเดียวกันนั้น ทางสมาคมกุมารเวชศาสตร์ก็ได้ออกมาตอบรับนโยบายดังกล่าวด้วยแนวความคิดว่า การฉีดวัคซีนให้แก่เด็กอายุ 5 – 11ปี นั้นเป็นสิ่งสำคัญ  ทางกระทรวงสาธารณสุขและแรงงานจึงได้รับข้อเสนอของสมาคมกุมารเวชศาสตร์ และกำหนดให้ทั่วทั้งประเทศเริ่มการฉีดวัคซีนแก่เด็กเล็กตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป

          แต่ทว่า ยังไม่มีความเพียงพอถึงข้อมูลความปลอดภัยในระยะยาวและผลข้างเคียงของวัคซีน  การฉีดวัคซีนให้แก่บุคคลอายุ 12 – 20 ปีที่ได้ทำไปแล้วพบตัวอย่างการเสียชีวิตและผลข้างเคียงรุนแรงมากกว่าการแพร่ระบาดของโควิด เดิมทีแล้วหากเด็กเล็กติดเชื้อขึ้นมา อาการก็จะไม่หนัก ดังนั้นความสำคัญของการฉีดวัคซีนจึงแบ่งออกเป็นทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  แม้แต่สมาคมกุมารแพทย์ของญี่ปุ่นเองยังแสดงความคิดเห็นว่า การฉีดให้แก่เด็กเล็กซึ่งแทบจะไม่มีอาการหนักนั้น จะให้น้ำหนักความสำคัญเทียบเท่ากับผู้สูงอายุและผู้ใหญ่ไม่ได้

          สมาคมแพทย์ Orthomolecular ญี่ปุ่นเป็นสมาคมที่ไม่ได้เป็นทั้งพวก Anti-vaccination และไม่ได้เป็นพวก Pro-vaccination ด้วย แต่เป็นพวก Circumspection (รอบคอบถี่ถ้วน)  ในการตัดสินใจให้เด็ก ๆฉีดนั้นผู้ปกครองควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง แต่สื่อต่างๆ ทั้งทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ มีแต่ความโน้มเอียงไปยังข้อมูลที่แนะทำให้ไปฉีด

          ดังนั้น จึงได้ทำการสำรวจเกี่ยวกับ “แพทย์จะให้บุตรหลานของตนรับการฉีดวัคซีนหรือไม่” เนื่องจากในมุมมองของประชาชนทั่วไป แพทย์เป็นผู้ที่มีทั้งความรู้และข้อมูลอยู่มากเกี่ยวกับความจำเป็นและผลข้างเคียงของวัคซีน ดังนั้นการตัดสินใจของแพทย์ต่อบุตรหลานของตนจึงถือเป็นอ้างอิงที่มีประโยชน์มาก  จึงมี 3 องค์กรได้แก่ สมาคมแพทย์ Orthomolecular ญี่ปุ่น, สมาคม Children Corona Platform และสถาบัน Intravenous Therapy  ได้ทำการสำรวจ “ความตระหนักของแพทย์และทันตแพทย์เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนให้แก่เด็กเล็กที่มีสุขภาพดี”

 

สรุปโดยย่อของการสำรวจ

          ทำการสำรวจเป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2565 – 3 กุมภาพันธ์ 2565 หลังจากแต่ละองค์กรได้ส่งอีเมล์ร้องขอไปยังผู้เกี่ยวข้องและสมาชิกให้บันทึกการสำรวจ จึงได้รับคำตอบจากแพทย์ 301 ราย ทันตแพทย์ 240 ราย รวมทั้งหมด 541 ราย  สถานที่ทำงานของผู้ให้คำตอบแบ่งออกเป็น สถานีอนามัย 85% โรงพยาบาลในสถาบันการศึกษา 5% และโรงพยาบาลทั่วไป 8 %  แบ่งตามแผนกเป็น อายุรกรรม 139 ราย กุมารเวช 16 ราย  ที่เหลือก็กระจายเป็นหลากหลายแผนกไป

 

90%ของแพทย์ จะไม่ให้บุตรหลานฉีดวัคซีนโควิด

          จากคำตอบทั้งหมด ทั้งแพทย์และทันตแพทย์ต่างมีคำตอบไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้จะขออธิบายถึงผลของทั้งหมด 541 ราย ในภายหลัง

          หลังจากที่สอบถามผู้ที่มีบุตหลานวัย 5 – 11 ปีในครอบครัว 169 ราย ว่าจะให้ฉีดหรือไม่ มีผู้ตอบว่า “ให้ฉีด” 5.3

ส่วนผู้ที่ตอบว่า “ไม่ให้ฉีด” หรือ “ขอดูสถานการณ์ก่อนค่อยตัดสินใจ” รวมกันแล้วเป็น 92.3% อีกทั้ง ในส่วนของคำถามว่า “จะแนะนำให้ฉีดหรือไม่หากหารือกับพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือเพื่อนแล้ว”  มีคำตอบว่า “แนะนำ” 6.7% คำตอบว่า “ไม่แนะนำ” และ “ขอรอดูก่อนสักพัก” มี 88.4


          สรุปได้ว่า 90%ของแพทย์ จะไม่ให้บุตรหลานฉีดวัคซีนโควิด และตัดสินใจว่าแม้จะหารือกับเพื่อนหรือคนรู้จักแล้วก็ไม่ให้ฉีด หรือขอรอดูไปก่อนสักพัก

          เมื่อถามถึงเหตุผลว่าทำไม “ไม่ให้ฉีด” หรือ “ขอดูไปก่อนสักพัก”  60 – 65% ของคำตอบที่ได้มีหลากหลายเช่น กังวลถึงผลข้างเคียง ข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจยังไม่เพียงพอ ยังไม่จำเป็นสำหรับการฉีดให้กลุ่มวัยนี้

 มากกว่า 80% ไม่พอใจในข้อมูลที่ได้รับจากรัฐบาล หน่วยราชการท้องถิ่น และสมาคมแพทย์ถึงผลข้างเคียงของวัคซีน

        1 ปีผ่านไปแล้ว นับตั้งแต่การฉีดวัคซีนที่ได้เริ่มทำให้แก่ผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์ก่อนเมื่อกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว แม้การสำรวจในครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปยังคลินิกเอกชน แต่คาดการณ์ได้ว่าอัตราการฉีดน่าจะมากกว่า 80% แล้ว  แต่ทว่า 52% ของแพทย์ 301 ราย และ 59% ของทันตแพทย์ 204 ราย ปรากฏว่า 55%ของทั้งหมดเป็นผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ถือว่าเป็นสิ่งที่เกินคาด แม้ 84.7% จะเป็นคลินิกเอกชน ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก เรื่องนี้อาจจจะเป็นความจริง และอาจเป็นความโน้มเอียงของการสำรวจก็ได้



          นอกจากนี้ ในแง่ของความน่าเชื่อถือของการสำรวจ ผู้ให้คำตอบทุกคนได้กรอกอีเมลแอดเดรส โดยมี 73.4% ของผู้ที่กรอกทั้งชื่อ ที่อยู่ และอีเมลแอดเดรส เมื่อเพิ่มผู้กรอกเฉพาะชื่อและอีเมลแอดเดรส ก็จะเป็น 84.5% จึงพิจารณาได้ว่าความน่าเชื่อถือของผู้ให้คำตอบมีความน่าเชื่อถือสูง

สุดท้ายนี้

          แม้แต่ในเวปไซต์ข้อมูลสำหรับแพทย์อย่าง M3.com ก็ได้ทำการสำรวจเช่นเดียวกันกับเรา แต่ทว่า ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ผลสรุปที่ได้นั้นกลับห่างไกลจากของเรา โดยมีแพทย์ถึง 60% ที่ตอบว่า “แนะนำ” การฉีดวัคซีนให้แก่เด็ก 5 – 11ปี ขณะนี้กำลังพิจารณาที่จะส่งข้อคำถามไปยังเวปไซต์นี้

          จากการสำรวจครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่า “90%ของแพทย์ จะไม่ให้บุตรหลานฉีดวัคซีนโควิด” ขอให้ผู้ปกครองทั้งหลายที่ยังลังเลใจเกี่ยวกับการให้ลูกหลานไปฉีดวัคซีน จงได้ใช้คำนี้ให้เป็นประโยชน์ในการอ้างอิง ผู้เขียนเองก็คิดว่าความปลอดภัยของวัคซีนแก่เด็กต้องมีสูงกว่าของผู้ใหญ่หลายเท่า อย่างไรก็ตาม การจะให้เด็กฉีดทั้ง ๆที่ทำแค่การทดสอบความปลอดภัยในช่วงเวลาอันสั้นเหมือนกับของผู้ใหญ่ ก็ถือว่าเป็นสิ่งเกินให้อภัย

ที่มา

https://isom-japan.org/storage/public/files/cancer_integrative_medicine.pdf?fbclid=IwAR3jiI_rm1o1Dwvfekt9LSAQIlG-g_YVwCdaYWAYxP7pVhwl72GG_XUwxl8




เรื่องเล่าหลังเข็ม 4

  เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะสายะทา สาสาทิกุ กุทิสาสา กุตะกุภู ภูกุตะกุ ขอหยิบpกเรื่องที่ คุณวิบูลย์ อิงคากุล นำมาบอกเล่าผ่านทางFB 🕀🕀🕀...